วันอาทิตย์ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2559

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระมหาปรมินทรา ภูมิพลอดุลยเดช... พ่อหลวงของปวงชนชาวไทย


                                                                                                           


                                                                                 





             ธ สถิตในดวงใจนิรันดร์       
  ร่วมถวายความอาลัยต่อการเสด็จสวรรคต
    ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช





ข้าพระพุทธเจ้า
น.ส.สิริวรรณ พงษ์ไพโรจน์






                                                        







                                                     




                                                                           


                                                                                 





ครั้งหนึ่งในชีวิต






 



        ภาพคุ้นตาคนไทย ที่จำได้ไม่เคยลืม และจะไม่มีวันลืมตลอดชีวิตนี้ ...
        ภาพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ เสด็จพระราชดำเนินไปทุกหนทุกแห่งในแผ่นดินนี้  โดยเฉพาะในถิ่นทุรกันดาร เพื่อดูแลทุกข์สุขของไพร่ฟ้าประชาชน 
        ไม่ว่าจะทรงเหน็ดเหนื่อยสักเพียงไร ก็ไม่เคยหยุด เพียงเพราะต้องการทำให้พสกนิกรมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และประเทศไทยเจริญทัดเทียมนานาประเทศ
        คิดเสมอว่า คนไทยโชคดีมาก ที่มีพระมหากษัตริย์ ที่ทรงรัก และห่วงใยพสกนิกรมากถึงเพียงนี้
        เคยแอบอิจฉาคนต่างจังหวัด ที่ได้เฝ้ารอรับเสด็จฯบ่อยๆ แต่คนในเมือง นานๆ จะมีสักครั้ง
       เฝ้าคิดเหมือนที่คนไทยทั้งประเทศคิดตลอดว่า ในชีวิตนี้ อยากเฝ้ารับเสด็จฯ และเห็นพระองค์อย่างใกล้ชิดสักครั้ง...
       แล้ววันนั้นก็มาถึง วันที่เป็นมงคลอย่างที่สุดในชีวิต ...เมื่อ 2-3 ปีก่อน มีโอกาสไปเที่ยวงานเฟสติวัล ที่โรงพยาบาลศิริราช แต่ไปถึงก่อนเวลา คิดว่า ไปเดินเล่นที่วังหลังน่าจะดี
      ขณะกำลังเดินจะถึงอาคารเฉลิมพระเกียรติ เห็นทหาร และตำรวจ กำลังเคลียร์พื้นที่โดยรอบ ในใจสงสัยว่าจะมีอะไร แต่เสียงใครคนหนึ่งดังขึ้นว่า ในหลวงจะเสด็จฯ
       เท่านั้นเอง ไม่ไปไหนแล้ว หาที่นั่งรอรับเสด็จฯอยู่หน้าตึก ประชาชนทยอยจับจองพื้นที่ ชั่วพริบตา บริเวณนั้น เนืองแน่นไปด้วยคนไทยที่มีหัวใจเดียวกัน หัวใจที่ “รักพ่อของแผ่นดิน”
        ไม่ถึงชั่วโมง นายแพทย์ประจำพระองค์ เข็นรถเข็น ที่พระองค์ประทับออกมาจากลิฟท์ และลงมาจากอาคารอย่างช้าๆ เพื่อให้พสกนิกรได้ชื่นชมพระบารมี โดยมีสมเด็จพระเทพฯ โดยเสด็จฯด้วย
        เป็นครั้งแรกในชีวิต ที่ได้เห็นพระพักตร์อย่างใกล้ชิด ความรู้สึกตอนนั้น เหมือนเนื้อเพลง ในหลวงของแผ่นดินคำร้องโดย วิเชียร ตันติพิมลพันธ์ และทำนอง/เรียบเรียงโดย สราวุธ เลิศปัญญานุช ที่ว่า
        มอง เห็นพระเจ้าอยู่หัว ท่ามกลางคนมืดมัว เหมือนเห็นแสงทองส่อง 
       ใจ ตื้นตันเพียงได้มอง พนมมือทั้งสอง ก้มลงกราบด้วยหัวใจ
       มอง พระผู้ทรงเมตตา เฝ้าดูแลประชา ทั่วอาณาใกล้ไกล
       เมื่อยามอ่อนล้า หมดหวังพระองค์อยู่เป็นหลักนำหัวใจ
       ยึดเหนี่ยวอยู่ภายในว่าวันพรุ่งนี้ยังมีหวัง...
        น้ำตาแห่งความปลื้มปิติ ค่อยๆ เอ่อล้น และไหลอาบสองแก้มอย่างไม่อายใคร ประชาชนบริเวณนั้นก็ไม่ต่างกัน ทุกคนพร้อมใจกันเปล่งเสียง “ทรงพระเจริญ” ไม่ได้ขาด
         แม้วันนี้ “น้ำตาแห่งความปลื้มปิติ” ได้แปรเปลี่ยนเป็น “น้ำตาแห่งความโศกเศร้า” แต่ในหัวใจทุกดวงของคนไทย ยังคงมีพระองค์สถิตอยู่เช่นนี้ตลอดไป
          นับจากนี้ เชื่อเหลือเกินว่า ลูกทุกคน จะรัก และสามัคคีกัน จะร่วมกันทำความดี และสร้างความเจริญรุ่งเรืองให้แผ่นดินไทย แผ่นดินที่ “พ่อ” สร้างขึ้นด้วยความรัก เมตตา ความห่วงใย และหลอมรวมดวงใจทุกดวงให้เป็น “ดวงเดียวกัน”



           ฟันนี่เอส


ภาพวาดประกอบ : ด.ช.พงษ์ไพโรจน์ เลิศสุดวิชัย

วันอังคารที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2559

หยุดต่างชาติยึดท่องเที่ยวไทย!!










            วันก่อน มีโอกาสไปเที่ยวจ.ชลบุรีอย่างละเอียด ทำให้เห็นการเปลี่ยนแปลงมากมาย ทั้งที่ดี และไม่ดี
โดยเฉพาะมีสถานที่ท่องเที่ยวใหม่ๆ เกิดขึ้นรองรับนักเที่ยวชาวไทย และชาวต่างชาติ ซึ่งมาเยือนที่นี่ปีละจำนวนมาก ทำให้นักท่องเที่ยวไม่เบื่อ และเกิดความตื่นเต้นที่จะมาเที่ยวชมอยู่เสมอ นอกเหนือจากแหล่งท่องเที่ยวที่ธรรมชาติได้สร้างสรรค์ไว้ อย่างทะเล และหาดทรายสวยงาม
แต่สิ่งที่ผู้คนในวงการท่องเที่ยวไทยที่นี่ บ่นมากคือ อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในชลบุรี โดยเฉพาะพัทยา อยู่ในมือคนต่างชาติไปแล้ว หลักๆ คือ รัสเซีย และจีน มีเยอรมันสอดแทรกบ้าง


 






ทำให้เงินที่นักท่องเที่ยว 2 ชาติใช้จ่ายในจ.ชลบุรี ตกอยู่ในแผ่นดินไทยน้อยมาก เจ้าพ่อเจ้าแม่ มาเฟียทั้ง 2 ชาติเอาไปกินหมด!! คนต่างชาติเหล่านี้ ทำธุรกิจต้องห้ามตามพ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวพ.ศ.2542 ในไทยได้อย่างไร? ทั้งการซื้อขายที่ดิน อสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจท่องเที่ยว โรงแรม ร้านอาหาร ฯลฯ
คำตอบง่ายนิดเดียว คนต่างชาติเหล่านี้มักมีนอมินี หรือผู้สมรู้ร่วมคิดเป็นคนไทย ที่คอยให้การช่วยเหลือ และสนับสนุน บางคนก็เข้ามาแต่งงานกับคนไทย แล้วให้สามี หรือภรรยาคนไทยซื้อขายที่ดิน อสังหาริมทรัพย์ ตั้งบริษัททำธุรกิจท่องเที่ยว และธุรกิจที่เกี่ยวข้อง
ถ้าเดินตามกรุ๊ปทัวร์ของทั้ง 2 ชาติจะรู้ว่า ไม่ได้มากับบริษัททัวร์ของคนไทย แต่เป็นบริษัทของชาติเค้าเอง ไม่มีไกด์คนไทย ไม่ได้พักโรงแรมของไทย แต่เป็นอพาร์ทเมนต์ของเค้าเองอีก รถบัส รถตู้ที่ใช้รับนักท่องเที่ยวก็เป็นของเค้าอีกเช่นกัน ไม่เว้นแม้กระทั่งร้านอาหาร ร้านขายของที่ระลึก











ส่วนสถานที่ท่องเที่ยวใด ที่ไม่มีผลประโยชน์ให้บริษัททัวร์ ก็จะไม่เอากรุ๊ปทัวร์มาลง ทำให้สถานที่แห่งนั้นแทบจะหายไปจากแผนที่ท่องเที่ยวของจังหวัด อย่าง “วิหารเซียน” หรือ “อเนกกุศลศาลา”
สาเหตุที่ทัวร์จีนไม่เข้าชม เพราะที่นี่เขียนป้ายบอกค่าเข้าชมชัดเจน คนละ 50 บาททั้งไทย และต่างชาติ บริษัททัวร์โขกค่าเข้าชมจากลูกทัวร์ไม่ได้ จึงไม่พาเข้าชม ทั้งๆ ที่ มีศิลปวัตถุโบราณที่พบในสุสาน “จิ๋นซีฮ่องเต้” รวมถึงศิลปวัตถุโบราณ และภาพเขียนโบราณล้ำค่า ที่รัฐบาลจีน และไต้หวันมอบให้จำนวนมาก









การทำธุรกิจท่องเที่ยวของคนต่างชาติในไทย ที่ทำแบบครบวงจร โดยใช้ทรัพยากรของไทยเช่นนี้ ถือเป็นการเอาเปรียบคนไทย เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย น่าเกลียด และไร้ยางอายที่สุด!!
ที่สำคัญ ทำให้ธุรกิจของคนไทยในจังหวัดได้รับผลกระทบด้วย สถานการณ์เช่นนี้ เกิดขึ้นแล้วในแทบจะทุกจังหวัดแหล่งท่องเที่ยว เช่น ภูเก็ต กระบี่ เชียงใหม่ ฯลฯ ภาครัฐมัวแต่ดีใจกับตัวเลขนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นทุกปี โดยไม่บอกความจริงให้สาธารณชนรู้ว่า เงินทุกบากทุกสตางค์ที่นักท่องเที่ยวใช้จ่าย ตกอยู่ในแผ่นดินไทยจริงหรือไม่ แล้วจะปล่อยให้สถานการณ์เลวร้ายลงกว่านี้หรือ จะมีใครแก้ปัญหาหรือไม่




                                    
ตอนนี้เห็นเพียงการสุ่มตรวจสอบนอมินีในจังหวัดท่องเที่ยว ที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และกรมสอบสวนคดีพิเศษ
ซึ่งล่าช้ามาก เพราะคนทำกลัวกว่า ถ้าทำอะไรดุเด็ดเผ็ดมัน จะกระทบการท่องเที่ยวไทยได้ แต่กลับกัน ถ้าปล่อยให้เหตุการณ์ลุกลามบานปลาย จะไม่กระทบต่อการท่องเที่ยวไทยมากไปกว่านี้หรือ



ถึงเวลาที่ต้องช่วยกันกวาดล้างพฤติกรรมเช่นนี้ให้หมดไป ก่อนที่ประเทศไทยจะสูญเสียเอกราชในธุรกิจท่องเที่ยวให้ “ขบวนการใต้ดิน” เหล่านี้!!


14 ม.ค.59

         ฟันนี่เอส



วันพุธที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2558

คุมเข้มธุรกิจทุนสูงผิดปกติ





           ตอนนี้ ธุรกิจที่จดทะเบียนนิติบุคคลด้วยทุนจดทะเบียนสูงมากๆ คงจะร้อนๆ หนาวๆ ไปตามๆ กัน เพราะขณะนี้ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ อยู่ระหว่างการตรวจสอบทางบัญชีของนิติบุคคลเหล่านั้นอยู่
         โดยจะดูว่า จดทะเบียนด้วยทุนสูงมากผิดปกตินั้น มีเงินทุนเข้ามาในกิจการจริงหรือไม่ มีความตั้งใจทำธุรกิจจริงหรือไม่ หรือตั้งใจตั้งบริษัทขึ้นมาเพื่อหลอกลวงประชาชน


           ล่าสุด ได้ตรวจสอบทางบัญชีของนิติบุคคลที่มีทุนจดทะเบียน 10,000 ล้านบาทขึ้นไปแล้ว ประมาณ 80 ราย และพบความผิดปกติใน 30 ราย เพราะภายหลังการจดทะเบียนนิติบุคคลมานานแล้ว แต่ไม่มีการชำระทุนจดทะเบียน ไม่แสดงบัญชีต่อกรมฯ เมื่อติดต่อสอบถามไปก็ไม่ได้รับการติดต่อกลับ
            นอกจากนี้ ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบนิติบุคคลที่มีทุนจดทะเบียนตั้งแต่ 5,000-9,999 ล้านบาท ประมาณ 120 รายด้วย ซึ่งหากพบความผิดปกติ กรมฯจะขึ้นข้อความเตือนในหนังสือรับรองของบริษัทเหล่านั้นว่า นิติบุคคลนี้ไม่ได้จัดส่งเอกสารหลักฐานที่น่าเชื่อถือ และสามารถยืนยันได้ว่ามีการชำระค่าลงทุนตามที่ขอจดทะเบียนจริง


เพื่อให้ประชาชน หรือนักธุรกิจ ที่ต้องการทำธุรกรรมด้วย ได้รับทราบ และเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ ไม่เช่นนั้น อาจถูกหลอกลวง และได้รับความเสียหายได้
ที่สำคัญ กรมฯจะติดตามข้อมูลทางบัญชีของบริษัทเหล่านี้อย่างใกล้ชิดในปีต่อๆ ไป หากพบข้อมูลทางบัญชีบกพร่อง หรือมีการกระทำผิดกฎหมาย  จะมีโทษทั้งจำคุก และปรับ 
 อีกทั้งยังจะจัดส่งรายชื่อธุรกิจที่กระทำผิดกฎหมายไปยังกรมสรรพากร สภาวิชาชีพ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ป.ป.ง.)  เพื่อให้ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป



สาเหตุที่กรมฯต้องดำเนินการตรวจสอบอย่างเข้มงวด เป็นเพราะปัจจุบัน มีข่าวไม่ดีกับการดำเนินธุรกิจของนิติบุคคล      ที่อาจส่งผลกระทบทางลบต่อเศรษฐกิจ หรือสร้างความเคลือบแคลงสงสัยในสังคม เช่น แชร์ลูกโซ่
 จึงถือเป็นภารกิจสำคัญที่จะต้องตรวจสอบ โดยใช้อำนาจตามกฎหมาย เพื่อสร้างความโปร่งใสในการทำธุรกิจ และกำกับธรรมาภิบาลของภาคธุรกิจ ให้เกิดความน่าเชื่อถือมากขึ้น โดยเฉพาะในสายตาของนักลงทุนต่างประเทศ
ในปีนี้ กำหนดเป้าหมายการตรวจสอบทางบัญชีของภาคธุรกิจกว่า 300,000 ราย ทั่วประเทศ เพื่อให้มีการจัดทำบัญชี และงบการเงินตามมาตรฐานการรายงานทางการเงิน และตามความเป็นจริง
           อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่วันที่ 5 ม.ค.58 เป็นต้นมา กรมฯได้เพิ่มความเข้มงวดรับจดทะเบียนจัดตั้ง และเพิ่มทุนของห้างหุ้นส่วน และบริษัทให้มากขึ้น โดยให้มีการส่งเอกสารประกอบการจดทะเบียนที่น่าเชื่อถือ และสามารถยืนยันได้ว่ามีการชำระเงินลงทุนตามที่ขอจดทะเบียนจัดตั้ง หรือจดทะเบียนเพิ่มทุน
โดยให้เริ่มบังคับใช้กับธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีทุนจดทะเบียนเกินกว่า 5 ล้านบาทขึ้นไปก่อน ซึ่งจะมีผลต่อผู้ยื่นจดทะเบียนตั้งใหม่ประมาณ 2,500 รายต่อปี จากยอดจดทะเบียนตั้งใหม่ 60,000  65,000 รายต่อปี
การคุมเข้มแบบนี้ แก๊งค์ต้มตุ๋น ที่ต้องการตั้งบริษัทเพื่อหลอกลวงประชาชน คงจะทำยากขึ้น และน่าจะสร้างธรรมาภิบาล ความโปร่งใสในภาคธุรกิจของไทยได้มากขึ้นด้วย!

                                                                      ฟันนี่เอส

                                                                                      5 มี.ค.58

วันอังคารที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

เรื่องฉาวของกระทรวงพาณิชย์









           ช่วงนี้ กระทรวงพาณิชย์ดูเหมือนจะมีแต่ข่าวร้ายไม่เว้นแต่ละวัน!

           เริ่มตั้งแต่ข่าวจะให้ออก 2 ข้าราชการภายหลังถูกสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิดวินัยร้ายแรง กรณีขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี)

แม้พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.พาณิชย์ และประธานคณะอนุกรรมการข้าราชการพลเรือน (อ.ก.พ.) กระทรวงพาณิชย์ ย้ำว่า ยังไม่ได้ประชุมอ.ก.พ.กระทรวง จึงยังไม่ได้ให้ออก แต่ดูท่าแล้ว ความผิดคงเป็นอื่นไปไม่ได้ นอกจากปลดออก หรือไล่ออก เพราะป.ป.ช.ชี้มูลว่าผิดวินัยร้ายแรง





นอกจากนี้ องค์การคลังสินค้า (อคส.) รัฐวิสาหกิจสังกัดกระทรวงพาณิชย์ ได้ให้ออกรองผู้อำนวยการ เพราะทุจริตจัดทำข้าวสารบรรจุถุงช่วยเหลือประชาชน สมัยรัฐบาลก่อน ล่าสุดอยู่ระหว่างตั้งคณะกรรมการตรวจสอบและประเมินความเสียหาย เพื่อฟ้องร้องทางแพ่ง

มิหนำซ้ำยังสั่งย้ายพาณิชย์จังหวัดเชียงใหม่ภายใน 24 ชั่วโมง ซึ่งพล.อ.ฉัตรชัย ระบุว่า ไม่ได้ย้ายด่วน แต่ให้มาช่วยราชการในส่วนกลาง โดยจะให้รับหน้าที่ผลักดันการค้าชายแดน เพราะพาณิชย์จังหวัดเชียงใหม่เก่งด้านนี้ แต่ขณะนี้ส่วนกลางยังไม่มีตำแหน่งว่าง ต้องนั่งพาณิชย์เชียงใหม่ไปก่อน






            วงในว่ากันว่า สาเหตุย้ายด่วนน่าจะมาจากแก้ปัญหาราคาหอมใหญ่ตกต่ำไม่ได้ และยังปล่อยให้ม็อบเกษตรกรหอมใหญ่ บังอาจยื่นหนังสือร้องเรียนต่อพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เมื่อครั้งเดินทางไปเชียงใหม่สัปดาห์ที่ผ่านมา

ใครๆ ก็รู้หอมใหญ่ราคาตก เพราะลักลอบนำเข้าจากจีนปีละหลายหมื่นตัน พาณิชย์จังหวัดคนเดียว แก้ไขไม่ได้อยู่แล้ว หากจะถือเป็นความผิด ทุกหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องทั้งจังหวัด ต้องผิดกันหมด กระทั่งตำรวจ และทหาร ที่ปล่อยให้ลักลอบนำเข้ามาตีตลาดในประเทศ

ก่อนหน้าการสั่งย้ายด่วนราว 2 สัปดาห์ เคยเห็นข่าวจากสำนักงานพาณิชย์จังหวัดเชียงใหม่ว่า ได้วางแผนแก้ปัญหาแล้ว ทั้งป้องกันลักลอบนำเข้า ผลักดันส่งออก ขอความร่วมมือเกษตรกรอย่าเก็บเกี่ยวก่อนกำหนด ขอความร่วมมือผู้ประกอบการรับซื้อไม่ต่ำกว่ากก.ละ 8 บาท แต่ยังแก้ปัญหาไม่ได้ เพราะนำเข้ามากเกินไป!!

ข่าวร้ายของกระทรวงฯยิ่งร้ายหนักขึ้น เมื่อศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ได้สำรวจความคิดเห็นนักเศรษฐศาสตร์องค์กรชั้นนำ 28 แห่ง จำนวน 66 คน เรื่องการประเมินผลงานด้านเศรษฐกิจรัฐบาลชุดนี้ครบ 6 เดือน





พบว่า รัฐมนตรีเศรษฐกิจที่ได้คะแนนต่ำสุดคือ พล.อ.ฉัตรชัย รมว.พาณิชย์ 5.20 คะแนน นอกจากนี้ พล.อ.ฉัตรชัย และนางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมช.พาณิชย์ ยังติดโผรัฐมนตรีที่ประชาชนอยากให้ปรับออกจากคณะรัฐมนตรี จากการสำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ 1,250 ตัวอย่าง โดยสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า)

แต่พล.อ.ฉัตรชัย ให้สัมภาษณ์ว่า ตั้งใจทำงานเต็มที่ ใครไม่เห็นก็ไม่เป็นไร ไม่ท้อ ไม่ผิดหวังกับผลโพล เพราะเป็นทหาร ทำงานปิดทองหลังพระมาตลอด และจะยังคงเดินหน้าทำงานต่อไป เพื่อประเทศชาติและประชาชน

มาถึงตรงนี้ บอกได้คำเดียวว่า เห็นใจกระทรวงพาณิชย์อย่างสุดซึ้ง ที่มีแต่เรื่องร้อน ทั้งที่แก้ปัญหาปากท้อง กู้วิกฤติส่งออก ยังทำได้ไม่ถึงไหน คงไม่มีใครช่วยได้ นอกจากต้องช่วยตัวเอง เดินหน้าทำงานเต็มที่ สักวันคงสำเร็จตามตั้งใจ


                                                                         26 ก.พ.58


ฟันนี่เอส

วันอังคารที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2557

ขึ้นราคาแท็กซี่มิเตอร์












         ประชาชนคนไทยยังดีใจกับของขวัญปีใหม่ของรัฐบาลนี้ได้ไม่เท่าไร ก็ต้องรู้สึกขัดใจ และแอบเซ็งเล็กๆ เพราะจู่ๆ กระทรวงคมนาคมกลับประกาศปรับขึ้นค่าแท็กซี่มิเตอร์ กระชากความรู้สึกแฟนคลับรัฐบาลซะอย่างนั้น
   
         โดยสาเหตุที่พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รมว.คมนาคม อนุมัติให้ปรับขึ้นค่าแท็กซี่มิเตอร์ เป็นเพราะเห็นงามตามเหตุผลที่พี่น้องแท็กซี่มิเตอร์ยกมากล่าวอ้างว่า ไม่ได้ขึ้นมานานแล้วตั้งแต่ปี 51 ขณะที่ค่าครองชีพเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
   
         ที่สำคัญ แก๊สหุงต้มยังปรับขึ้นราคาซ้ำเติมอีก ส่งผลให้ผู้ขับขี่แท็กซี่แทบอยู่ไม่รอด จึงจำเป็นต้องปรับขึ้นเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน



   


          สำหรับอัตราใหม่ กำหนดให้ระยะทาง 1 กิโลเมตร (กม.) แรกเร่ิมต้นที่ 35 บาทเท่าเดิม แต่กม.ที่ 1-10 คิดกม.ละ 5.50 บาท, กม.ที่ 10-20 กม.ละ 6.50 บาท, กม.ที่2 0-40 กม.ละ 7.50บาท, กม.ที่ 40-60 กม.ละ 8 บาท, กม.ที่ 60-80 กม.ละ 9 บาท และตั้งแต่กม.ที่ 80 คิด กม.ละ 10.50 บาท กรณีที่รถไม่สามารถเคลื่อนที่ หรือเดินรถต่อไปได้เกินกว่า 6 กม.ต่อชั่วโมง หรือรถติด คิดนาทีละ 2 บาท
   
         ส่วนกรณีการจ้างผ่านศูนย์บริการสื่อสารของผู้รับจ้าง ให้เรียกเก็บค่าจ้างเพิ่มขึ้นจากที่แสดงไว้ในมาตรค่าโดยสารอีก 20 บาท และกรณีการจ้างจากท่าอากาศยานดอนเมือง หรือท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ณ จุดที่ได้จัดไว้เป็นการเฉพาะ ให้เรียกเก็บค่าจ้างเพิ่มขึ้นจากที่แสดงไว้ในมาตรค่าโดยสารอีก 50 บาท
   





        โดยค่าแท็กซี่มิเตอร์ใหม่ คาดจะเริ่มเก็บจริงราวสิ้นเดือน ธ.ค.นี้ เฉพาะรถแท็กซี่ที่ผ่านการตรวจรับรองมาตรฐานมิเตอร์เก็บเงินแล้วเท่านั้น ซึ่งจะมีสติกเกอร์ติดที่ข้างรถว่าเก็บค่าโดยสารอัตราใหม่ ส่วนแท็กซี่ที่ยังไม่ได้นำมิเตอร์ไปตรวจสอบ จำเป็นต้องตรวจสอบ และผ่านการรับรองก่อนจึงจะเก็บค่าโดยสารอัตราใหม่ได้
   
        อย่างไรก็ตาม มีการตั้งข้อสังเกตว่า การขึ้นค่ามิเตอร์นี้เหมาะสมหรือไม่ เพราะเป็นการปรับขึ้นขณะที่ประชาชนกระเป๋าฉีก จากค่าครองชีพที่สูงขึ้นมาก ขณะเดียวกัน แม้ราคาแก๊สปรับขึ้น แต่ผู้ขับขี่รถสาธารณะ ได้รับการช่วยเหลือจากรัฐบาลในการเติมแก๊สราคาถูกกว่ารถบ้าน จึงไม่น่าขึ้นราคาเพื่อซ้ำเติมประชาชน
   
       “ฟันนี่เอสเคยถามแท็กซี่หลายคัน ส่วนใหญ่พูดตรงกันว่า ถ้าขยันๆ จะมีรายได้วันละเกือบพันบาท หรือบางรายเกินพันบาทด้วยซ้ำ ซึ่งหักค่าเช่ารถ และค่าแก๊สแล้ว คิดเล่นๆ ถ้ามีรายได้วันละ 800-1,000 บาท ใน 1 เดือนจะมีรายได้ถึง 24,000-30,000 บาท มากกว่ามนุษย์เงินเดือนด้วยซ้ำ    
   
       แต่ก็เอาเถอะ! เมื่อให้ปรับขึ้นไปแล้ว ผู้โดยสารอย่างเราๆ จะเรียกร้องหาคุณภาพในการให้บริการจากผู้ขับขี่ได้หรือไม่ เพราะทุกวันนี้ พฤติกรรมแท็กซี่สุดทนจริงๆ โดยเฉพาะการปฏิเสธผู้โดยสาร บางคันเลือกรับเฉพาะนักท่องเที่ยวต่างชาติ ไม่เห็นหัวคนไทย บางรายขับรถอ้อม เพื่อให้มิเตอร์ขึ้นเยอะๆ
   





        ส่วนบางรายไม่กดมิเตอร์แต่จะต่อรองราคากับผู้โดยสารแบบโขกราคาเกินจริง โดยเฉพาะในจุดที่เป็นสถานีขนส่ง ยิ่งในช่วงเทศกาล ประชาชนกลับบ้านแล้วหอบหิ้วของพะรุงพะรัง จะเดินไปหาแท็กซี่ภายนอกสถานีก็ไม่ไหว จึงจำใจขึ้น ทั้งที่รู้ว่าถูกเอาเปรียบอย่างน่าเกลียดที่สุด
   
         ถ้าขึ้นราคาไปแล้ว ผู้โดยสารก็อยากเรียกร้องบริการที่ดีขึ้นบ้าง กระทรวงคมนาคม จช่วยดูแลได้หรือไม่ กฎหมายที่มีอยู่ จะเพิ่มโทษแท็กซี่ที่มีพฤติกรรมเลวๆ ได้หรือไม่ เพื่อให้หลาบจำและเลิกทำพฤติกรรมทุเรศๆ เสียที
   
       ช่วยดูแลผู้โดยสารกันบ้างเถอะ! ได้โปรด!! อย่าเอาใจแต่ผู้ขับขี่แท็กซี่เลย
                       



                                                                                    ฟันนี่เอส

                                                                                  18 ธ.ค.57