วันอังคารที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

เรื่องฉาวของกระทรวงพาณิชย์









           ช่วงนี้ กระทรวงพาณิชย์ดูเหมือนจะมีแต่ข่าวร้ายไม่เว้นแต่ละวัน!

           เริ่มตั้งแต่ข่าวจะให้ออก 2 ข้าราชการภายหลังถูกสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิดวินัยร้ายแรง กรณีขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี)

แม้พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.พาณิชย์ และประธานคณะอนุกรรมการข้าราชการพลเรือน (อ.ก.พ.) กระทรวงพาณิชย์ ย้ำว่า ยังไม่ได้ประชุมอ.ก.พ.กระทรวง จึงยังไม่ได้ให้ออก แต่ดูท่าแล้ว ความผิดคงเป็นอื่นไปไม่ได้ นอกจากปลดออก หรือไล่ออก เพราะป.ป.ช.ชี้มูลว่าผิดวินัยร้ายแรง





นอกจากนี้ องค์การคลังสินค้า (อคส.) รัฐวิสาหกิจสังกัดกระทรวงพาณิชย์ ได้ให้ออกรองผู้อำนวยการ เพราะทุจริตจัดทำข้าวสารบรรจุถุงช่วยเหลือประชาชน สมัยรัฐบาลก่อน ล่าสุดอยู่ระหว่างตั้งคณะกรรมการตรวจสอบและประเมินความเสียหาย เพื่อฟ้องร้องทางแพ่ง

มิหนำซ้ำยังสั่งย้ายพาณิชย์จังหวัดเชียงใหม่ภายใน 24 ชั่วโมง ซึ่งพล.อ.ฉัตรชัย ระบุว่า ไม่ได้ย้ายด่วน แต่ให้มาช่วยราชการในส่วนกลาง โดยจะให้รับหน้าที่ผลักดันการค้าชายแดน เพราะพาณิชย์จังหวัดเชียงใหม่เก่งด้านนี้ แต่ขณะนี้ส่วนกลางยังไม่มีตำแหน่งว่าง ต้องนั่งพาณิชย์เชียงใหม่ไปก่อน






            วงในว่ากันว่า สาเหตุย้ายด่วนน่าจะมาจากแก้ปัญหาราคาหอมใหญ่ตกต่ำไม่ได้ และยังปล่อยให้ม็อบเกษตรกรหอมใหญ่ บังอาจยื่นหนังสือร้องเรียนต่อพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เมื่อครั้งเดินทางไปเชียงใหม่สัปดาห์ที่ผ่านมา

ใครๆ ก็รู้หอมใหญ่ราคาตก เพราะลักลอบนำเข้าจากจีนปีละหลายหมื่นตัน พาณิชย์จังหวัดคนเดียว แก้ไขไม่ได้อยู่แล้ว หากจะถือเป็นความผิด ทุกหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องทั้งจังหวัด ต้องผิดกันหมด กระทั่งตำรวจ และทหาร ที่ปล่อยให้ลักลอบนำเข้ามาตีตลาดในประเทศ

ก่อนหน้าการสั่งย้ายด่วนราว 2 สัปดาห์ เคยเห็นข่าวจากสำนักงานพาณิชย์จังหวัดเชียงใหม่ว่า ได้วางแผนแก้ปัญหาแล้ว ทั้งป้องกันลักลอบนำเข้า ผลักดันส่งออก ขอความร่วมมือเกษตรกรอย่าเก็บเกี่ยวก่อนกำหนด ขอความร่วมมือผู้ประกอบการรับซื้อไม่ต่ำกว่ากก.ละ 8 บาท แต่ยังแก้ปัญหาไม่ได้ เพราะนำเข้ามากเกินไป!!

ข่าวร้ายของกระทรวงฯยิ่งร้ายหนักขึ้น เมื่อศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ได้สำรวจความคิดเห็นนักเศรษฐศาสตร์องค์กรชั้นนำ 28 แห่ง จำนวน 66 คน เรื่องการประเมินผลงานด้านเศรษฐกิจรัฐบาลชุดนี้ครบ 6 เดือน





พบว่า รัฐมนตรีเศรษฐกิจที่ได้คะแนนต่ำสุดคือ พล.อ.ฉัตรชัย รมว.พาณิชย์ 5.20 คะแนน นอกจากนี้ พล.อ.ฉัตรชัย และนางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมช.พาณิชย์ ยังติดโผรัฐมนตรีที่ประชาชนอยากให้ปรับออกจากคณะรัฐมนตรี จากการสำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ 1,250 ตัวอย่าง โดยสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า)

แต่พล.อ.ฉัตรชัย ให้สัมภาษณ์ว่า ตั้งใจทำงานเต็มที่ ใครไม่เห็นก็ไม่เป็นไร ไม่ท้อ ไม่ผิดหวังกับผลโพล เพราะเป็นทหาร ทำงานปิดทองหลังพระมาตลอด และจะยังคงเดินหน้าทำงานต่อไป เพื่อประเทศชาติและประชาชน

มาถึงตรงนี้ บอกได้คำเดียวว่า เห็นใจกระทรวงพาณิชย์อย่างสุดซึ้ง ที่มีแต่เรื่องร้อน ทั้งที่แก้ปัญหาปากท้อง กู้วิกฤติส่งออก ยังทำได้ไม่ถึงไหน คงไม่มีใครช่วยได้ นอกจากต้องช่วยตัวเอง เดินหน้าทำงานเต็มที่ สักวันคงสำเร็จตามตั้งใจ


                                                                         26 ก.พ.58


ฟันนี่เอส

วันอังคารที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2557

ขึ้นราคาแท็กซี่มิเตอร์












         ประชาชนคนไทยยังดีใจกับของขวัญปีใหม่ของรัฐบาลนี้ได้ไม่เท่าไร ก็ต้องรู้สึกขัดใจ และแอบเซ็งเล็กๆ เพราะจู่ๆ กระทรวงคมนาคมกลับประกาศปรับขึ้นค่าแท็กซี่มิเตอร์ กระชากความรู้สึกแฟนคลับรัฐบาลซะอย่างนั้น
   
         โดยสาเหตุที่พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รมว.คมนาคม อนุมัติให้ปรับขึ้นค่าแท็กซี่มิเตอร์ เป็นเพราะเห็นงามตามเหตุผลที่พี่น้องแท็กซี่มิเตอร์ยกมากล่าวอ้างว่า ไม่ได้ขึ้นมานานแล้วตั้งแต่ปี 51 ขณะที่ค่าครองชีพเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
   
         ที่สำคัญ แก๊สหุงต้มยังปรับขึ้นราคาซ้ำเติมอีก ส่งผลให้ผู้ขับขี่แท็กซี่แทบอยู่ไม่รอด จึงจำเป็นต้องปรับขึ้นเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน



   


          สำหรับอัตราใหม่ กำหนดให้ระยะทาง 1 กิโลเมตร (กม.) แรกเร่ิมต้นที่ 35 บาทเท่าเดิม แต่กม.ที่ 1-10 คิดกม.ละ 5.50 บาท, กม.ที่ 10-20 กม.ละ 6.50 บาท, กม.ที่2 0-40 กม.ละ 7.50บาท, กม.ที่ 40-60 กม.ละ 8 บาท, กม.ที่ 60-80 กม.ละ 9 บาท และตั้งแต่กม.ที่ 80 คิด กม.ละ 10.50 บาท กรณีที่รถไม่สามารถเคลื่อนที่ หรือเดินรถต่อไปได้เกินกว่า 6 กม.ต่อชั่วโมง หรือรถติด คิดนาทีละ 2 บาท
   
         ส่วนกรณีการจ้างผ่านศูนย์บริการสื่อสารของผู้รับจ้าง ให้เรียกเก็บค่าจ้างเพิ่มขึ้นจากที่แสดงไว้ในมาตรค่าโดยสารอีก 20 บาท และกรณีการจ้างจากท่าอากาศยานดอนเมือง หรือท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ณ จุดที่ได้จัดไว้เป็นการเฉพาะ ให้เรียกเก็บค่าจ้างเพิ่มขึ้นจากที่แสดงไว้ในมาตรค่าโดยสารอีก 50 บาท
   





        โดยค่าแท็กซี่มิเตอร์ใหม่ คาดจะเริ่มเก็บจริงราวสิ้นเดือน ธ.ค.นี้ เฉพาะรถแท็กซี่ที่ผ่านการตรวจรับรองมาตรฐานมิเตอร์เก็บเงินแล้วเท่านั้น ซึ่งจะมีสติกเกอร์ติดที่ข้างรถว่าเก็บค่าโดยสารอัตราใหม่ ส่วนแท็กซี่ที่ยังไม่ได้นำมิเตอร์ไปตรวจสอบ จำเป็นต้องตรวจสอบ และผ่านการรับรองก่อนจึงจะเก็บค่าโดยสารอัตราใหม่ได้
   
        อย่างไรก็ตาม มีการตั้งข้อสังเกตว่า การขึ้นค่ามิเตอร์นี้เหมาะสมหรือไม่ เพราะเป็นการปรับขึ้นขณะที่ประชาชนกระเป๋าฉีก จากค่าครองชีพที่สูงขึ้นมาก ขณะเดียวกัน แม้ราคาแก๊สปรับขึ้น แต่ผู้ขับขี่รถสาธารณะ ได้รับการช่วยเหลือจากรัฐบาลในการเติมแก๊สราคาถูกกว่ารถบ้าน จึงไม่น่าขึ้นราคาเพื่อซ้ำเติมประชาชน
   
       “ฟันนี่เอสเคยถามแท็กซี่หลายคัน ส่วนใหญ่พูดตรงกันว่า ถ้าขยันๆ จะมีรายได้วันละเกือบพันบาท หรือบางรายเกินพันบาทด้วยซ้ำ ซึ่งหักค่าเช่ารถ และค่าแก๊สแล้ว คิดเล่นๆ ถ้ามีรายได้วันละ 800-1,000 บาท ใน 1 เดือนจะมีรายได้ถึง 24,000-30,000 บาท มากกว่ามนุษย์เงินเดือนด้วยซ้ำ    
   
       แต่ก็เอาเถอะ! เมื่อให้ปรับขึ้นไปแล้ว ผู้โดยสารอย่างเราๆ จะเรียกร้องหาคุณภาพในการให้บริการจากผู้ขับขี่ได้หรือไม่ เพราะทุกวันนี้ พฤติกรรมแท็กซี่สุดทนจริงๆ โดยเฉพาะการปฏิเสธผู้โดยสาร บางคันเลือกรับเฉพาะนักท่องเที่ยวต่างชาติ ไม่เห็นหัวคนไทย บางรายขับรถอ้อม เพื่อให้มิเตอร์ขึ้นเยอะๆ
   





        ส่วนบางรายไม่กดมิเตอร์แต่จะต่อรองราคากับผู้โดยสารแบบโขกราคาเกินจริง โดยเฉพาะในจุดที่เป็นสถานีขนส่ง ยิ่งในช่วงเทศกาล ประชาชนกลับบ้านแล้วหอบหิ้วของพะรุงพะรัง จะเดินไปหาแท็กซี่ภายนอกสถานีก็ไม่ไหว จึงจำใจขึ้น ทั้งที่รู้ว่าถูกเอาเปรียบอย่างน่าเกลียดที่สุด
   
         ถ้าขึ้นราคาไปแล้ว ผู้โดยสารก็อยากเรียกร้องบริการที่ดีขึ้นบ้าง กระทรวงคมนาคม จช่วยดูแลได้หรือไม่ กฎหมายที่มีอยู่ จะเพิ่มโทษแท็กซี่ที่มีพฤติกรรมเลวๆ ได้หรือไม่ เพื่อให้หลาบจำและเลิกทำพฤติกรรมทุเรศๆ เสียที
   
       ช่วยดูแลผู้โดยสารกันบ้างเถอะ! ได้โปรด!! อย่าเอาใจแต่ผู้ขับขี่แท็กซี่เลย
                       



                                                                                    ฟันนี่เอส

                                                                                  18 ธ.ค.57

วันพฤหัสบดีที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2557

ฟาร์มเอาท์เลต:เพื่อชีวิตที่มั่นคง


                                                





          
               ตั้งแต่ปี 2552 เป็นต้นมา กรมการค้าภายใน ได้ริเริ่มดำเนินโครงการพัฒนาและส่งเสริมศูนย์จำหน่ายสินค้าเกษตรชุมชน หรือฟาร์มเอาท์เลต เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาผลผลิตทางการเกษตรไม่ให้ผันผวน เพิ่มมูลค่าผลผลิต เพิ่มช่องทางการจำหน่าย และสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรอย่างยั่งยืน

               แม้ทั่วประเทศจะมีชุมนุมสหกรณ์ หรือสหกรณ์การเกษตรอยู่มาก แต่ไม่ใช่ทุกแห่งจะประสบความสำเร็จ บางแห่งมีแค่ตัวอาคาร ไม่มีการซื้อผลผลิตจากสมาชิก หรือถ้ามีการซื้อผลผลิต ก็วางขายกันแบบสะเปะสะปะ ไม่จัดหน้าร้านสะอาด หาสินค้าง่าย หรือคนขายหน้าตาไม่รับแขก พูดจาแบบมะนาวไม่มีน้ำ







               กรมฯจึงได้ส่งเจ้าหน้าที่ไปยังจังหวัดต่างๆ เพื่อส่งเสริมให้ชุมนุมสหกรณ์ หรือสหกรณ์การเกษตร ในแต่ละชุมชนมีฟาร์มเอาท์เลต เพื่อเป็นแหล่งรับซื้อผลผลิต และขายสินค้าให้คนในชุมชน ชุมชนใกล้เคียง รวมถึงนักท่องเที่ยว เป็นการเพิ่มรายได้ให้ชุมชน

               สินค้าที่นำมาวางขาย มีทั้งสินค้าขั้นปฐม หรือสินค้าเกษตรที่ยังไม่แปรรูป เช่น ข้าวสาร ผัก-ผลไม้ปลอดสารพิษต่างๆ และสินค้าเกษตรกรแปรรูป ซึ่งกรมฯจะช่วยส่งเสริมและพัฒนาให้ชาวบ้านในชุมชนผลิตสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มให้ได้หลากหลายชนิด








                  เช่น ถ้าเป็นแหล่งผลิตผลไม้ ผลไม้ตกเกรดที่ขายไม่ได้ สามารถนำมาแปรรูปได้  เช่น ทุเรียนอบ-ทอดกรอบ มังคุดอบ ลำไยอบ ลิ้นจี่อบ แก้วมังกรอบ มะม่วงอบ หรือถ้าอยู่ใกล้ทะเล ก็เอาอาหารประมงมาแปรรูป เช่น ข้าวเกรียบหอยนางรม ซึ่งสินค้าเหล่านี้ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวมาก

                 นอกจากนี้ กรมฯยังจะช่วยเชื่อมโยงผลผลิตในแหล่งเพาะปลูกกระจายไปยังจังหวัดอื่นทั่วประเทศในช่วงที่ผลผลิตออกมาก เพื่อแก้ปัญหาราคาตกต่ำ สนับสนุนสิ่งอำนวยความสะดวกในการขาย ทำกิจกรรมส่งเสริมการขาย พาไปศึกษา/อบรมดูงานด้านต่างๆ เช่น การแปรรูปสินค้าเกษตร ให้ความรู้เทคนิคการขาย








                 ส่งผลให้หลายชุมชน มีรายได้เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะจากการขายสินค้าเกษตรแปรรูป ทำให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นได้ และกลายเป็นชุมชนที่เข้มแข็ง

                ฟาร์มเอาท์เลต ที่สำเร็จมากในด้านการตลาด เช่น อำเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี ที่กรมฯได้ส่งเสริมให้ผู้ปลูกข้าวหอมจังหวัดทำข้าวสารบรรจุถุงขายถูกกว่าท้องตลาด ภายใต้แบรนด์ ข้าวหอมกาญจน์ 

            ในช่วงแรกขายคนในชุมชน แต่เมื่อขายดีขึ้น ก็เริ่มขายในห้างค้าปลีกและห้างสรรพสินค้าในจังหวัด สถานที่ราชการ ตลาดนัด งานธงฟ้า ขณะนี้กระจายสินค้าไปจังหวัดใกล้เคียงแล้ว และยังมีข้าวชนิดอื่นเพิ่มอีก เช่น ข้าวหอมจังหวัดสีนิล

                ล่าสุด ผู้ปลูกข้าวหอมจังหวัด 900 รายได้ทำบันทึกความเข้าใจร่วมกับโรงสีในการรับซื้อข้าวเปลือกตันละ 13,000 บาท ความชื้น 15% นำไปบรรจุถุงขาย ราคาข้าวเปลือกตันละ 13,000 บาทสูงกว่าราคาตลาดปัจจุบัน ทำให้เกษตรกรมีความเป็นอยู่ดีขึ้น และกรมฯจะนำแนวทางนี้ไปใช้กับชาวนาจังหวัดอื่นด้วย

                ปัจจุบัน ฟาร์มเอาท์เลตมี 21 แห่งใน 15 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ ชัยนาท นครสวรรค์ จันทบุรี กาญจนบุรี นครราชสีมา ศรีสะเกษ มุกดาหาร ขอนแก่น นครศรีธรรมราช กระบี่ สุราษฎร์ธานี ระนอง สมุทรสงคราม และฉะเชิงเทรา

               หวังว่าโครงการดีๆ แบบนี้ กรมฯจะดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความยั่งยืนที่แท้จริงให้เกษตรกรไทย ไม่ใช่ทำแบบฉาบฉวย เผลอเป็นเลิกทำ เหมือนโครงการอื่นๆ 


                                                          

                                                                ฟันนี่เอส

                                             4
ธ.ค.57

วันพุธที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

ไม่ปิดกั้นต่างด้าวลงทุน








            ทุกครั้งที่มีข่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ มีความพยายามแก้ไขปรับปรุงพ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวพ.ศ.2542 จะเห็นภาพคนต่างชาติที่ทำธุรกิจในไทยตบเท้าเข้าพบคนของรัฐบาลไทยในทุกระดับ

เพื่อล็อบบี้ไม่ให้แก้ไขได้สำเร็จ เพราะเกรงว่า จะปิดกั้นการลงทุนมากกว่าการเปิดกว้าง จนทำให้ไทยไม่สามารถแก้ไขกฎหมายนี้ได้เสียที ทั้งที่เห็นจุดบกพร่องในหลายประเด็น

ล่าสุด กลายเป็นเรื่องร้อนขึ้นมาอีกครั้ง เนื่องจากมี “มือดี” นำร่างแก้ไขกฎหมายดังกล่าว (ร่างไหนไม่รู้) มาเผยแพร่บนโลกไซเบอร์ ทั้งๆ ที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ที่ดูแลกฎหมายฉบับนี้ ยังแก้ไขไม่เสร็จ อยู่ในขั้นตอนการศึกษาและรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐ และภาคธุรกิจ






            อย่างไรก็ตาม การแก้ไขต้องเกิดขึ้นแน่นอน ตามนโยบายรัฐบาล ที่มอบหมายให้แต่ละหน่วยงานแก้ไขกฎหมายในความดูแลให้ทันสมัย รวมถึงเพื่อลดปัญหาและอุปสรรคด้านการค้า การลงทุน และเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันให้กับผู้ประกอบธุรกิจทั้งภายในและภายนอกประเทศ

            ดังนั้น ในการแก้ไข กรมฯ ได้คำนึงถึงเป้าหมายหลักคือ เพื่อส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ เพื่อลดขั้นตอนการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวในไทย   เพื่ออำนวยความสะดวกทางการค้าและการลงทุน และไม่เกิดผลกระทบต่อผู้ประกอบธุรกิจรายเดิม หรือผู้ที่ลงทุนในไทยอยู่ก่อนแล้ว






            ที่ผ่านมา กรมฯได้รับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนที่แล้ว 3 ครั้ง ส่วนใหญ่เห็นตรงกันที่จะแก้ไขคำนิยามของ “คนต่างด้าว” เพราะเป็นจุดอ่อนสำคัญที่ทำให้เกิด “ตัวแทนอำพราง” ในลักษณะ “นอมินี” หรือการมีคนไทยถือหุ้นแทนคนต่างด้าว เพื่อให้คนต่างด้าวสามารถทำธุรกิจต้องห้ามในไทย หรือทำธุรกิจที่คนต่างด้าวต้องขออนุญาตดำเนินธุรกิจในไทย โดยไม่ต้องขออนุญาต

เสมือนเป็นการปล้นชาติ ปล้นสมบัติของคนไทยไปเข้ากระเป๋าคนต่างชาติ โดยมีคนไทยสมรู้ร่วมคิดด้วย!!





            โดยจะกำหนดคำนิยามใหม่ ให้ครอบคลุมถึงการมีอำนาจบริหารจัดการ และสิทธิในการออกเสียงของคนต่างด้าวด้วย จากเดิมที่กำหนดสัดส่วนการถือหุ้นไม่เกิน 49.99% เท่านั้น

            เนื่องจากปัจจุบัน บริษัทที่อ้างว่ามีสัญชาติไทยจำนวนมาก ทำธุรกิจต้องห้ามสำหรับคนต่างด้าว หรือธุรกิจที่คนต่างด้าวต้องขออนุญาต และในทางปฏิบัติ ผู้ถือหุ้นต่างชาติ ที่ถือหุ้นน้อยกว่าคนไทย กลับมีอำนาจบริหารจัดการในบริษัท และสิทธิในการออกเสียง มากกว่าคนไทย

นอกจากนี้ ยังเห็นตรงกันที่จะปรับลดคุณสมบัติของคนต่างด้าวที่เป็นอุปสรรคให้เหมาะสม  การทบทวนประเภทธุรกิจตามบัญชีท้ายพ.ร.บ.ดังกล่าว เพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน  การแก้ไขยกเว้นทุนขั้นต่ำให้สอดคล้องกับสนธิสัญญาและพันธกรณี  การแก้ไขอัตราโทษสำหรับนอมินีให้เหมาะสม เป็นต้น

            กรมฯ คาดว่า จะได้ข้อสรุปภายในเดือนธ.ค.นี้ ก่อนนำเสนอขอความเห็นชอบจากพล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลป์ยะ รมว.พาณิชย์ หากเห็นชอบจะนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เพื่อเข้าสู่กระบวนการตราเป็นกฎหมายให้มีผลบังคับใช้ต่อไป

            คนต่างด้าว ถ้ามีเจตนาบริสุทธิ์ ทำธุรกิจอย่างตรงไปตรงมา ประเทศไทยก็เต็มใจเปิดรั แต่ถ้าใครคิดจะตักตวงผลประโยชน์คนไทยแล้วล่ะก็ เลิกหวังได้เลย!!



ฟันนี่เอส


                                                                 20 พ.ย.57