วันอังคารที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2557

หนทางตีบตันของรัฐบาล!













                 สัปดาห์ก่อน เขียนถึงความพยายามของรัฐบาลในการกู้เงินจากธนาคารพาณิชย์ เพื่อมาจ่ายให้กับชาวนา ที่นำข้าวเข้าโครงการรับจำนำข้าวเปลือกปี 56/57 (รอบแรก) ตั้งแต่เดือนต.ค.56 ที่ผ่านมา แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่ได้รับเงินค่าข้าว ไปแล้ว
                 ก็คิดว่า มาจนถึงวันนี้ รัฐบาลน่าจะกู้เงินไปจ่ายให้ชาวนาได้แล้ว แต่จนแล้วจนรอด ยังไม่สามารถกู้ได้เสียที เพราะไม่มีธนาคารใดให้ความร่วมมือ ไม่ว่าจะเป็นธนาคารของรัฐ หรือธนาคารพาณิชย์ของเอกชน ไม่ว่ารัฐบาลจะคุย หรือล็อบบี้วิธีการใดก็ตาม
                 เหตุผลหนึ่ง ที่สถาบันการเงินไม่ปล่อยกู้ เพราะถูกแรงกดดันจากม็อบ และพนักงานที่ไม่เห็นด้วยกับการปล่อยกู้ให้โครงการ ที่มีแต่ทุจริตอย่างมโหฬาร เพราะไม่อยากให้ภาพพจน์ของธนาคารเสียหาย
                 อีกเหตุผลหนึ่งที่สำคัญ น่าจะเป็นเพราะกลัวความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น หากปล่อยกู้ให้รัฐบาลชุดนี้ ซึ่งเป็นรัฐบาลรักษาการแล้ว รัฐบาลชุดหน้า ที่ไม่ได้มาจากพรรคเพื่อไทย หรือไม่ทำโครงการรับจำนำข้าว จะยอมชดใช้หนี้ที่ตนเองไม่ได้เป็นผู้ก่อหรือไม่
                 แม้ฝ่ายรัฐบาล เช่น นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ ได้การันตีว่า การกู้เงินครั้งนี้เป็นการกู้โดยรัฐบาล แน่นอนว่า รัฐบาลไม่เบี้ยวหนี้ ธนาคารที่ปล่อยกู้จะได้รับการชำระหนี้ชัวร์
                 ดังนั้น ภาระหนักจึงมาตกอยู่ที่กระทรวงพาณิชย์ ที่จะต้องขายข้าวทุกวิถีทาง (ไม่ขัดกับข้อกฎหมายภายใต้รัฐบาลรักษาการ) ทั้งการประมูลทั่วไป การประมูลขายในตลาดซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้าแห่งประเทศไทย (เอเฟต) และการเปิดให้ผู้ส่งออกที่มีคำสั่งซื้อจากต่างประเทศ มาเสนอซื้อโดยตรง
                 ล่าสุด วันที่ 12 ก.พ.นี้ จะเปิดให้ผู้สนใจยื่นซองเสนอราคาซื้อข้าวในสต๊อกรัฐ ที่จะเปิดประมูล 460,000 ตัน และจะเปิดซองวันที่ 13 ก.พ. คาดจะทราบผลไม่เกินวันที่ 14 ก.พ.นี้ หากมีผู้เข้าร่วมประมูลมาก กระทรวงฯจะเปิดประมูลให้มากขึ้น คาดจะมีเงินคืนกระทรวงการคลังได้เดือนละ 10,000 ล้านบาท ถ้าทั้งปี 57 ก็จะคืนได้ราว 120,000-130,000 ล้านบาท
                  แต่เชื่อขนมกินได้เลยว่า เป็นไปไม่ได้ที่จะขายได้ราคาตามความต้องการที่จะให้ได้ใกล้เคียงราคาตลาด เพราะเอกชน รู้ว่ารัฐกำลังเข้าตาจน หลังชนฝา ต้องเร่งขาย ก็อาจกดราคาเสนอซื้อเหมือนที่ผ่านมา ซึ่งจะทำให้รัฐยิ่งขาดทุนมากขึ้นไปอีก!!
                  ส่วนการขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) ที่ขายได้ปริมาณมากๆ ต้องชะลอไปก่อน เพราะไม่อยากให้เป็นภาระผูกพันถึงรัฐบาลหน้า หนำซ้ำ ความหวังเดียวที่จะขายจีทูจีต้องพังครืน เพราะบริษัท เป่ยต้าหวงรัฐวิสาหกิจของมณฑลเฮย์หลงเจียง เมืองฮาบิน ได้ขอยกเลิกสัญญาข้าวจีทูจี 1.2 ล้านตัน หลังลงนามในสัญญาร่วมกันแล้วเมื่อปลายปี 56
     เพราะคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ตั้งข้อสังเกตว่า การซื้อขายข้าวจีทูจีของไทยกับจีน ควรทำสัญญากับรัฐวิสาหกิจของรัฐบาลกลางเท่านั้น ไม่ควรทำสัญญากับรัฐวิสาหกิจ
      อย่างนี้แล้ว ไม่รู้ว่า รัฐต้องขายข้าวสักกี่ตันจึงจะได้เงิน 100,000 ล้านบาทเท่ากับมูลหนี้ที่ยังไม่จ่ายให้ชาวนา แต่ขอภาวนาให้ผู้เกี่ยวข้องเห็นใจชาวนา ที่กำลังเดือดร้อนแสนสาหัสด้วยก็แล้วกัน



           ฟันนี่เอส




           6 ก.พ. 57

อย่าทำลายความหวังของชาวนา!















                 ดูเหมือนชาวนาจะมีความหวังขึ้นมาทันที ที่จะได้รับเงินค่าจำนำข้าวเปลือก ตามโครงการรับจำนำข้าวเปลือกปี 56/57 (รอบแรก) หลังจากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ให้ความเห็นว่า รัฐบาลรักษาการ สามารถกู้เงินจำนวน 130,000 ล้านบาท เพื่อมาใช้ในโครงการรับจำนำข้าวได้

                 เพราะเป็นโครงการที่รัฐบาลดำเนินการมาก่อนที่จะประกาศยุบสภา และมีผลให้สถานภาพของรัฐบาลกลายเป็น “รัฐบาลรักษาการ” ที่ไม่สามารถอนุมัติโครงการใหม่ๆ หรืองบประมาณใหม่ๆ ได้อีกแล้ว

                 ถือเป็นการทลายทางตันในการกู้เงินของรัฐบาล!! แต่เชื่อว่า รัฐบาลคงจะกู้เงินจากธนาคารพาณิชย์เอกชนมากกว่า ที่จะกู้เงินจากธนาคารของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ

                 เพราะเพียงชั่วข้ามคืน หลังจากมีข่าวดีดังกล่าวออกมา วันรุ่งขึ้น สภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจธนาคารออมสิน ได้นัดประชุมวิสามัญสมาชิกทั่วประเทศ พร้อมกับเชิญประธานสภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจธนาคารรัฐทุกแห่ง ร่วมแสดงพลังคัดค้านการนำเงินฝากของแต่ละธนาคารไปปล่อยกู้ให้รัฐบาลนำไปใช้ในโครงการรับจำนำข้าว

      หลังจากก่อนหนี้ ทั้งสหภาพฯออมสิน และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ได้เคยรวมขบวนต่อต้านการปล่อยกู้ให้โครงการจำนำข้าวมาแล้ว จนส่งผลให้รัฐบาลไม่มีเงินไปจ่ายให้ชาวนา!!

                 โดยระบุสาเหตุที่ต้องรวมพลังคัดค้าน เพราะได้รับทราบการร้องขอจากกระทรวงการคลังให้ธนาคารออมสินเข้าไปช่วยเหลือเงินกู้ในโครงการนี้ ซึ่งสหภาพฯมองว่า ควรเป็นเรื่องของธ.ก.ส.มากกว่า เพราะเป็นผู้ดูแลโครงการนี้โดยตรง และมีสภาพคล่องจำนวนมาก

      แม้ที่ผ่านมา ออมสินเคยปล่อยกู้ให้กระทรวงการคลังเพื่อนำไปใช้ในโครงการรับจำนำข้าว แต่หากจะให้ปล่อยกู้ครั้งนี้อีก สหภาพฯไม่ไว้ใจ (ผู้บริหารยังไม่แสดงความเห็นใดๆ ในเรื่องนี้เลย)

                  อย่างไรก็ตาม ล่าสุด สำนักบริหารหนี้ กระทรวงการคลัง อยู่ระหว่างจัดทำเงื่อนไข (ทีโออาร์) การกู้เงินจากสถาบันต่างๆ เมื่อเสร็จแล้ว จะเชิญธนาคารพาณิชย์ทุกแห่ง ให้มาเสนออัตราดอกเบี้ย เพื่อแข่งขันในการประมูลวงเงินกู้ก้อนนี้  หากธนาคารพาณิชย์ใดเสนอดอกเบี้ยต่ำสุด จะเป็นผู้ชนะประมูล แต่ในกรณีนี้ วงเงินกู้สูงถึง 130,000 ล้านบาท อาจมีธนาคารพาณิชย์หลายแห่งได้รับการคัดเลือกให้ปล่อยกู้ได้

                  ขณะนี้ ชาวนาคงต้องใจเย็นรออีกนิด และไม่จำเป็นต้องเอารถอีแต๋น มาร่วมกับกลุ่ม กปปส. ปิดล้อมกรุงเทพฯ อย่างที่คิดจะทำ เพราะไม่มีอะไรดีขึ้นแน่นอน และรัฐบาลกำลังพยายามหาเงินมาจ่ายให้ จะช้าจะเร็ว ก็ต้องได้แน่นอน

                ซึ่งก่อนหน้านี้ นายยรรยง พวงราช รมช.พาณิชย์ ระบุว่า โครงการรับจำนำข้าว เป็นนโยบายของรัฐบาลปัจจุบัน ที่ผ่านมา รัฐบาลไม่มีปัญหาเรื่องการจ่ายเงินให้ชาวนาเลย ครั้งนี้ รัฐบาลกำลังดำเนินการหาเงินอยู่ แต่ก็ประกาศยุบสภาเสียก่อน อย่างไรก็ตาม จะพยายามหาเงินมาจ่ายให้ และไม่คิดจะหลอกลวง หรือเบี้ยวหนี้ชาวนาแน่นอน

     อย่างไรก็ตาม หากธนาคารพาณิชย์รายใดชนะการประมูล รัฐบาลก็จะกู้เงินในทันที และคาดว่า เม็ดเงินดังกล่าว จะทยอยโอนเข้าสู่บัญชีเงินฝากของชาวนา ที่ทำไว้กับ ธ.ก.ส. ได้ภายหลังการเลือกตั้งวันที่ 2 ก.พ.นี้

                  แต่สถาบันการเงินแห่งใดจะได้เป็นผู้ปล่อยกู้นั้น คงเป็นคามลับดำมืด ไม่เช่นนั้น กลุ่ม กปปส. อาจยกขบวนไปปิดล้อมอีก โปรดอยย่าทำลายความหวังของชาวนาอีกเลย!!


ฟันนี่เอส


        30 ม.ค. 57

คนไทยเริ่มเกลียดคอรัปชัน









            ใครตอบได้ ช่วยตอบที เมื่อไร “ทุจริต-คอรัปชัน” จะลดลง และหมดไปจากประเทศไทย?
เพราะทุกวันนี้ กลับพบเห็น การทุจริตเพิ่มขึ้นกว่าเดิมด้วยซ้ำ โดยเฉพาะของนักการเมือง (มนุษย์พันธุ์พิเศษที่เกิดมาเพื่อโกงกินประเทศชาติ) ข้าราชการบางคน นักธุรกิจบางคน
            นำมาซึ่งความเสียหายของบ้านเมืองมหาศาล ประชาชนไทยสุดทน และแทบจะรับไม่ได้กับพฤติกรรมสุดแย่ แม้การโกงกินบางอย่างมีส่วนทำให้เกิดประโยชน์กับประเทศได้บ้าง
            จากผลสำรวจความคิดเห็นประชาชน ข้าราชการ/ภาครัฐ และนักธุรกิจ/ภาคเอกชน ทั่วประเทศ 2,400 ตัวอย่าง เมื่อเดือนธ.ค.56 ของศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย พบว่า ดัชนีสถานการณ์คอรัปชันไทยรุนแรงขึ้นกว่าการสำรวจครั้งก่อนเมื่อเดือนมิ.ย.56 และมีแนวโน้มรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ขณะเดียวกัน นักธุรกิจจ่ายเงินใต้โต๊ะเพื่อให้ได้งานเพิ่มขึ้นตั้งแต่ 26% ถึงมากกว่า 35% ของรายรับ 
เมื่อประเมินวงเงินคอรัปชันจากค่าครุภัณฑ์ ที่ดิน และสิ่งปลูกสร้าง รวมถึงงบลงทุนรัฐวิสาหกิจ ในปี 56 ที่มีมูลค่ารวม 942,608 ล้านบาทแล้ว หากมีคอรัปชัน 25-35% เท่ากับสูญเสียเงินถึง 235,652-329,912  ล้านบาท คิดเป็น 9.82-13.75% ของงบประมาณรายจ่ายปี 56 ที่ 2.4 ล้านล้านบาท และ  1.88-2.63% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ปี 56 ที่มีมูลค่า 12.54 ล้านล้านบาท
            เพิ่มขึ้นจากปี 55 ที่หากคอรัปชัน 25-35% ความเสียหายอยู่ที่ 210,035.8-294,050.1 ล้านบาท คิดเป็น 8.83-12.36% ของงบประมาณรายจ่ายปี 55 ที่ 2.38 ล้านล้านบาท และ 1.81-2.54% ของจีดีพี 11.57 ล้านล้านบาท
            ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์ฯ บอกว่า ถ้าดึงเงินที่สูญเสียไปกับการคอรัปชันมาใช้ให้เป็นประโยชน์ในระบบเศรษฐกิจ จะทำให้จีดีพีของไทยเพิ่มขึ้นได้อย่างสบายๆ อีก 1%
                ส่วนรูปแบบของการทุจริต ส่วนใหญ่เป็นการใช้ตำแหน่งทางการเมืองเพื่อเอื้อประโยชน์ต่อพรรคพวก, การให้สินบน ของกำนัล, การทุจริตเชิงนโยบาย โดยนักการเมือง, การเอื้อประโยชน์แก่ญาติ/พรรคพวก ฯลฯ
                 โครงการต่างๆ ที่มีโอกาสคอรัปชัน หนีไม่พ้นโครงการรับจำนำข้าว โครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานประเทศ โครงการบริหารจัดการน้ำ (ถ้ายังเดินหน้าโครงการต่อได้) โครงการต่างๆ ภายใต้องค์การบริหารปกครองส่วนท้องถิ่น
                 จึงไม่ใช่เรื่องแปลก ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้แจ้งข้อกล่าวหา นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีตรมว.พาณิชย์ นายภูมิ สาระผล อดีตรมช.พาณิชย์ และพวกรวม 15 คน (มีอดีตข้าราชการ และข้าราชการ กรมการค้าต่างประเทศ 3 คน) ว่า
                  มีส่วนเกี่ยวข้องกับการอุปโลกน์ขายข้าวรัฐต่อรัฐ 5 ล้านตัน ให้กับรัฐวิสาหกิจจีน!!! และจะขยายผลไต่สวนนายกรัฐมนตรี ไม่ระงับโครงการจำนำข้าว ทั้งที่หลายฝ่ายเตือนว่า สร้างความเสียหายมหาศาล และมีการทุจริตมาก
                  แต่ยังดี ที่ผลสำรวจ พบว่า คนไทยรังเกียจ และรับไม่ได้กับการคอรัปชันมากขึ้น น่าจะเป็นนิมิตหมายอันดีที่จะทำให้ “การทุจริต-คอรัปชัน” ที่หยั่งรากฝังลึกในสันดานคนไทย ลดลงเรื่อยๆ




ฟันนี่เอส 



23 ม.ค. 57

ผลพวงรัฐบาลรักษาการ










          ผลกระทบหนึ่งของการเป็นรัฐบาลรักษาการ! วันก่อน นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ ได้สั่งการให้กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ชะลอการเจรจาขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) ให้กับรัฐบาลจีน ออกไปก่อน

          โดยเป็นล็อตที่นายกรัฐมนตรีจีนเดินทางมาเยือนไทยเมื่อปลายปีที่ผ่านมา และได้รับปากนายกรัฐมนตรีไทยจะซื้อข้าวจากไทย ปริมาณ 1 ล้านตัน เป็นเวลา 5 ปี

           และล่าสุด กรมการค้าต่างประเทศ ได้เจรจาการซื้อขายสำหรับปี 57 จนได้ข้อสรุปในสาระสำคัญแล้ว เหลือเพียงการกำหนดราคาขายเท่านั้น ก็จะทำสัญญา และเริ่มกระบวนการซื้อขาย และส่งมอบกันได้แล้ว

           กระทรวงพาณิชย์ บอกสาเหตุที่ต้องชะลอการซื้อขายออกไป เป็นเพราะได้พิจารณาในรายละเอียดของหนังสือตอบกลับจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ภายหลังกระทรวงพาณิชย์ได้ทำหนังสือสอบถามถึงขอบเขตของการระบายข้าวในสต๊อกรัฐบาล เมื่อเป็นรัฐบาลรักษาการว่าจะยังดำเนินการได้หรือไม่ อย่างไร

          แม้ กกต.จะตอบกลับมาแล้วว่า ยังสามารถดำเนินการได้ แต่ไม่ควรจะเป็นภาระผูกพันไปถึงรัฐบาลชุดใหม่ ซึ่งหมายความว่า การขายข้าวล็อตใหญ่ๆ ที่มีระยะเวลาการส่งมอบนาน จนถึงเมื่อมีรัฐบาลใหม่ อาจจะทำไม่ได้ เพราะจะกลายเป็นภาระผูกพันของรัฐบาลใหม่ทันที

          กระทรวงพาณิชย์ จำเป็นต้องหยุดการเจรจาซื้อขายดังกล่าว เพราะเกรงจะเป็นการปฏิบัติงานเกินหน้าที่ ผลักภาระให้รัฐบาลชุดใหม่ และเร่งชี้แจงให้จีนเข้าใจถึงความจำเป็น ซึ่งน่าจะเริ่มต้นการเจรจาซื้อขายได้ใหม่ภายหลังจากไทยมีรัฐบาลชุดใหม่แล้วในเร็วๆ นี้

          และด้วยเหตุผลเดียวกัน มีความเป็นไปได้ ที่อาจชะลอการเจรจาซื้อขายข้าวจีทูจีให้กับจีนอีกล็อตหนึ่งปริมาณ 1.2 ล้านตัน ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ได้ทำสัญญาซื้อขายแล้วกับรัฐวิสาหกิจจีนจากเมืองฮาร์บิน มณฑลเฮย์หลงเจียง

          ที่แน่ๆ แม้ในปีนี้ จะไม่ได้เงินจากการขายข้าวให้จีนทั้ง 2 ล็อตใหญ่ๆ แต่กระทรวงฯยังยืนยันนอนยันว่า จะไม่กระทบสภาพคล่องในโครงการรับจำนำข้าวเปลือกปี 56/57 (รอบแรก) แน่นอน!!

          เพราะกระทรวงฯจะได้เงินจากการทยอยส่งมอบข้าวสัญญาเดิมที่มีอยู่ และส่งคืนกระทรวงการคลังได้ตามแผน  รวมถึงยังเร่งขายข้าวล็อตเล็กๆ ที่ไม่เป็นภาระผูกพันไปถึงรัฐบาลหน้า ทั้งการเปิดประมูลทั่วไป การเปิดประมูลในตลาดซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้าแห่งประเทศไทย (เอเฟต) หรือการขายให้ภาคเอกชนที่ติดต่อขอซื้อ ขณะเดียวกัน รัฐบาลได้เร่งหาเงินจากแหล่งอื่นมาใช้ในโครงการแล้ว

          มั่นใจว่า ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จะจ่ายเงินค่าข้าวให้ชาวนาได้ทั้งหมดภายในเดือนม.ค.นี้ จึงไม่ต้องกังวล แม้จะได้ช้ากว่าเดิม 3-4 เดือน แต่ได้ชัวร์ ไม่ถูกเบี้ยวแน่นอน

          แต่อยากรู้จริงๆ ว่า การชะลอซื้อขายออกไปแบบนี้ จีนยังจะยืนยันซื้อจากไทยอีกหรือไม่ และถ้ายังซื้อต่อ ราคาที่ขายได้จะเหลือเท่าไร เพราะข้าวในสต๊อกเสื่อมคุณภาพลงทุกที

          เมื่อถึงเวลานั้น...ไม่อยากคิดเลยว่า จะขาดทุนมหาศาลขนาดไหน?



                                                                           ฟันนี่เอส


                                                16
ม.ค. 57

เมื่อไรคนไทยจะเลิกแตกแยก!










           เบื่อ! บรรยากาศความเป็นศัตรู การเผชิญหน้าของสังคมไทย และเซ็ง! ความใจแคบ ไม่ยอมรับความคิดเห็น และไม่เคารพสิทธิส่วนบุคคลของพวกนักเลงคีย์บอร์ดอย่างที่เป็นอยู่ในขณะนี้
   
          ที่ต้องเขียนถึงเรื่องนี้ เพราะสุดจะทนกับความแตกแยกเป็นสองฝักสองฝ่ายของสังคมไทย เพียงเพราะความรัก ความชอบ ความเกลียดชัง ในตัวพรรคการเมืองที่ต่างกันของแต่ละคน โดยเฉพาะพรรคการเมืองใหญ่ในประเทศนี้ทั้ง 2 พรรค คือ พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคเพื่อไทย
   
          เป็นเรื่องธรรมดามาก ที่ทั้ง 2 พรรคจะมีทั้งคนรัก คนเกลียด โดยฝ่ายที่รักพรรคประชาธิปัตย์ ย่อมต้องเกลียดพรรคเพื่อไทยอยู่แล้ว และฝ่ายที่รักพรรคเพื่ีอไทยก็ย่อมเกลียดพรรคประชาธิปัตย์  ซึ่งสำหรับคนบางคนเกิดความรัก ความเกลียดก็เพราะได้ยินได้ฟัง เขาเล่ามา หรือ พวกมากลากไปโดยที่ยังไม่ได้สัมผัสความเป็นตัวตน หรือใช้วิจารณญาณพิจารณานโยบายของพรรคนั้นๆ เลยด้วยซ้ำ
   
          แต่ไม่ว่าความรัก ความเกลียดจะเกิดจากเหตุผลใด ก็ไม่อยากให้ประชาชนคนไทย  ที่มีความรักชอบในตัวพรรคการเมืองต่างกัน ต้องด่ากราดใส่หน้ากันแม้ไม่รู้จักกัน หรือตั้งหน้าตั้งตาเป็นศัตรูกัน จนถึงขนาดต้อง ตัดญาติขาดมิตรเหมือนทุกวันนี้!!
   
          โดยเฉพาะพวกนักเลงคีย์บอดร์ในโลกโซเชียลมีเดีย อย่าง เฟสบุ๊ก ที่ทุกวันนี้ คนที่คลั่งกลุ่ม กปปส. จะโพสต์เชียร์ กำนันสุเทพ เทือกสุบรรณเลขากปปส. แทบจะทุกๆ 5 นาที และจะโพสต์ด่า ยิ่งลักษณ์ ชินวัตรนายกรัฐมนตรี รวมถึงรัฐมนตรี ในรัฐบาลชุดนี้ ไม่เว้นกระทั่งตำรวจ ทหาร นักวิชาการ นักข่าว หรือใครก็ตามที่ไม่ใช่คนของ กปปส. ตลอดเวลาเช่นกัน
   
          คนที่เป็นเพื่อนในเฟสฯ ที่คอเดียวกัน ก็คงกระแทกกดไลค์กระหน่ำทุกโพสต์ และมีเมนต์เจ็บแสบเอามันเข้าว่า แต่สำหรับคนที่มีความเห็นต่าง และไม่อยากแสดงตัวว่าอยู่ฝ่ายตรงข้าม หรือเป็นกลาง เกลียดฝ่ายขัดแย้งทั้ง 2 ฝ่าย ก็จะนิ่งๆ ไม่กดไลค์ ไม่เมนต์
   
          แต่การวางเฉย ไม่แสดงตัวเช่นนี้ อาจถูกเจ้าของเฟสฯ เจ้าของโพสต์เชียร์ สุเทพกระแนะกระแหน ไม่รักชาติ ไม่รักสถาบัน เป็นพวกโลกสวย ไม่เลือกข้าง แล้วก็พาลตัดเพื่อนกันไปก็มี เพราะคิดว่าคนที่มีความเห็นต่าง เป็นศัตรู ไม่ใช่พวกพ้องเดียวกัน
   
          “ฟันนี่เอสไม่อยากให้สังคมไทยเกิดปรากฎการณ์เช่นนี้ เพราะอย่างที่รู้กันอยู่ว่า คนไทยเป็นคนใจดี มีน้ำใจ เป็นมิตร ให้อภัยซึ่งกันและกัน และประเทศไทยก็ได้ชื่อว่าเป็น ประเทศแห่งรอยยิ้มหรือ “Land of Smile” อยากให้สิ่งดีงามเหล่านี้ กลับมา และอยู่คู่สังคมไทยตลอดไทย
   
          เพราะความขัดแย้งของนักการเมือง กลุ่มคนพิเศษเพียงหยิบมือ ที่แสวงหาผลประโยชน์ และโกงกินบ้านเมืองอย่างไม่รู้จบ รวมทั้งยังไม่มี มิตรแท้ศัตรูถาวรในหมู่นักการเมือง หรือเดี๋ยวก็รักกัน เดี๋ยวก็กัดกัน โชว์ประชาชนเช่นนี้
   
          ไม่ควรค่าเลยที่คนไทยต้องเกลียดกันเอง หรือเป็นศัตรูกันเอง ไม่ว่านักการเมืองฝ่ายใดแพ้หรือชนะ คนไทยไม่ได้อะไรเลยจริงๆ คนไทยยังจนอย่างไรก็ยังจนอยู่อย่างนั้น ประเทศไทยด้อยพัฒนาอย่างไรก็ยังด้อยพัฒนาอยู่อย่างนั้น
   
          เช่นนี้แล้ว คนไทยจะมัวนั่งเกลียดกันเองอยู่ทำไม ใช้สติไตร่ตรองเหตุและผล และตาสว่างตื่นจากความฝันลมๆ แล้งๆ ที่นักการเมืองรับปากว่าจะให้ได้แล้ว!!


                                                                        
                                                                                   ฟันนี่เอส

                                                     15
ม.ค. 57

เริ่มต้นใหม่ด้วยดีอีกครั้ง











          ปีเก่ากำลังจะผ่านไป ปีใหม่กำลังจะเข้ามา  ปี 56 เป็นอีกปีหนึ่งที่หนักหนาสำหรับคนไทย และประเทศไทย เรียกว่า แต่ละวัน แต่ละเดือน ผ่านไปได้แบบต้องล้มลุกคลุกคลาน จวนเจียนจะล้มแผ่กันเลยทีเดียว
            ปัจจัยหลักมาจากเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ทำให้ภาคการส่งออก และเศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบแบบเต็มๆ เพราะเมื่อผู้ซื้อต่างประเทศไม่มีเงินซื้อของ เศรษฐกิจไทยซึ่งต้องพึ่งพารายได้จากการส่งออกเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก ก็หมดกำลังจะเติบโต ส่งผลให้แรงงานบริษัท ที่มีการส่งออกไม่ดี มีรายได้ไม่เพิ่มขึ้น
          ขณะเดียวกัน ความผันผวนของเศรษฐกิจโลก และความไม่แน่นอนในการใช้มาตรการคิวอีของสหรัฐฯ เกิดเงินร้อนไหลเข้า-ออกไทยอย่างรวดเร็ว ทำให้การซื้อขายเงิน และหุ้นของไทยผันผวนตลอดเวลา
และล่าสุดตลาดหุ้น เกิดปรากฎการณ์ “หักปากกาเซียน” เพราะไม่แน่ใจจนถึงสิ้นปีนี้ ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทยจะหลุด 1,300 จุดหรือไม่ จากช่วงต้นปี-กลางปี “เซียน” ส่วนใหญ่คาดน่าจะขึ้นไปได้ถึง 1,600 จุด หรือ 1,700 จุดด้วยซ้ำ
ส่วนภาคการลงทุน ทั้งของรัฐ และเอกชน ก็อ่อนแรง ที่หวังว่า รัฐบาลจะเริ่มโครงการลงทุนใหญ่ๆ ได้ก็ต้องเลื่อนออกไป ภาคเอกชนที่หวังจะมีส่วนร่วมในโครงการของรัฐ ได้แต่ร้องเพลงรออย่างไม่มีกำหนด
          นอกจากนี้ ราคาสินค้าเกษตรโลกตกต่ำ ทำให้ราคาสินค้าเกษตรไทยหลายชนิดลดลงตาม เช่น น้ำตาล ยางพารา รวมถึงข้าว ที่ไทยมีสต๊อกมาก และต้องรีบขายเอาเงินมาใช้หมุนเวียนในโครงการรับจำนำ จึงขายได้ราคาไม่ดีนัก อีกทั้ง ตั้งแต่เดือนต.ค.56 ที่เริ่มโครงการรับจำนำข้าวเปลือกปี 56/57 ชาวนาหลายรายเอาข้าวเข้าโครงการ แต่ยังไม่ได้เงิน ทำให้เกษตรกร และชาวนามีรายได้ลดลง และมีเงินไม่พอใช้
            รวมถึงยังมีความขัดแย้งในประเทศ ที่แม้เพิ่งเริ่มต้นเมื่อเดือนต.ค. แต่กำลังบานปลาย จนประชาชนส่วนใหญ่หมดอารมณ์ใช้จ่าย เพราะไม่มั่นใจว่า ความขัดแย้งนี้จะยืดเยื้อ เพียงใด และจะรุนแรงหรือไม่ จึงเก็บเงินสดไว้ใช้ในยามจำเป็นดีกว่า
            ยิ่งไปกว่านั้น หลายประเทศออกประกาศเตือนหลีกเลี่ยงพื้นที่ชุมนุม จนนักท่องเที่ยวจำนวนมากยกเลิกเดินทางมาไทย ทำให้ภาคท่องเที่ยวได้รับผลกระทบ มิหนำซ้ำ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ยังประกาศยุบสภาซ้ำอีก จึงยิ่งทำให้ไทยเข้าสู่ภาวะสงบนิ่ง เพราะรัฐบาลรักษาการ ไม่ทำงานอะไรแล้ว ได้แต่นั่งเฝ้าเก้าอี้ หายใจทิ้งไปวันๆ
จึงยิ่งทำให้ประเทศไทยขาดการขับเคลื่อนในทุกด้าน โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ ใครเดือดร้อน อยากให้รัฐบาลช่วย ก็ต้องรอสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เซย์เยสก่อนว่าได้หรือไม่ ถ้าไม่ได้ต้องรอรัฐบาลใหม่นั่นล่ะ คนเดือดร้อน ไม่รู้จะรอได้หรือเปล่า หรือต้องตายก่อน เพราะจนถึงวันนี้ ยังไม่รู้ว่า จะมีการเลือกตั้งใหม่หรือไม่ และจะได้รัฐบาลใหม่เมื่อไร
จากสถานการณ์ต่างๆ เหล่านี้ นึกไม่ออกว่า พวกเราผ่านพ้นมาได้อย่างไร เพราะสาหัสไม่ใช่เล่น ได้แต่หวังว่า เมื่อเข้าสู่ปีใหม่ ทุกอย่างจะเริ่มต้นด้วยดีอีกครั้ง แต่ขอแรงคนไทยช่วยกันอธิษฐานขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ปกป้องคุ้มครองประเทศไทย และคนไทย ให้รอดพ้นจากความขัดแย้ง ความทุกข์ยากแสนสาหัสทั้งหลายทั้งปวงด้วยเถอะ
ตามธรรมเนียม “ฟันนี่เอส” มีไดอารี่ “ไทยรัฐ” มาแจกแฟนๆ 10 เล่ม เพียงแค่ส่งคำติชมมาที่ lerdsud@yahoo.com ภายในวันที่ 5 ม.ค.57



      ฟันนี่เอส


                                                               26 ธ.ค.56

เบื่อนักการเมืองดีแต่ปาก









            แม้จะมีพระราชกฤษฎีกายุบสภา และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กำหนดวันเลือกตั้งคร่าวๆ เป็นวันที่ 2 ก.พ.57 แล้ว  แต่จนถึงขณะนี้ ยังไม่มีใครรู้ว่า จะมีการเลือกตั้งจริงหรือไม่

            เพราะกลุ่มต่อต้านรัฐบาลยังไม่ยอมให้มีการเลือกตั้ง และยังประกาศให้พรรคการเมืองต่างๆ บอยคอตไม่ลงเลือกตั้ง รวมถึงให้ประชาชนไม่ไปเลือกตั้ง เพราะต้องการปฏิรูปประเทศให้ได้เสียก่อน ขณะที่รัฐบาลรักษาการ พยายามจะเดินหน้าให้มีการเลือกตั้งให้ได้ตามกฎหมาย

            ทำให้ประเทศไทยขณะนี้ ยังไม่สามารถยุติปัญหาลงได้ และยังไม่รู้จะเดินหน้าต่ออย่างไร แม้มีความพยายามจากหลายฝ่ายที่จะหาทางออก แต่ในเมื่อฝ่ายที่เป็นอริกันไม่หันหน้าเข้าหากัน ไม่ยอมถอยคนละก้าวอย่างที่ปากว่าต้องการทำเพื่อประโยชน์ประเทศชาติ ปัญหาก็จะไม่จบลงง่ายๆ แน่นอน

             แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ตั้งแต่เดือนต.ค.56 ที่มีการชุมนุมต่อต้านรัฐบาลจนถึงปัจจุบัน แม้จะไม่มีความรุนแรง และไม่เกิดการสูญเสียมากมายเหมือนที่ผ่านมา แต่ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย คาดการณ์แล้วว่า ทำให้มูลค่าทางเศรษฐกิจเสียหายไปแล้ว 30,000-70,000 ล้านบาท

             หรือทำให้อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจลดลง 0.3-0.5% ส่งผลให้ปีนี้เศรษฐกิจโตได้เพียง 3% เท่านั้น จากคาดการณ์เมื่อเดือนต.ค.56 ที่คาดจะโตได้ 3.5%

             เพราะความวุ่นวายทางการเมือง ทำให้ประชาชนไม่มั่นใจใช้จ่าย กำลังซื้อลดลง การบริโภคในประเทศลดลง ส่วนนักธุรกิจ และนักท่องเที่ยวก็ไม่มั่นใจลงทุน และท่องเที่ยว ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจไทย และภาคการส่งออกไทย ยังได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลก จึงทำให้ปีนี้ขยายตัวได้ต่ำมาก

             ส่วนปี 57 ถ้าการเมืองและรัฐบาลขาดเสถียรภาพ การลงทุนภาครัฐต่ำกว่าแผน ประชาชน นักธุรกิจ และนักท่องเที่ยวขาดความเชื่อมั่น เศรษฐกิจไทยจะเสียหาย 200,000-300,000 ล้านบาท และจะโตได้ต่ำกว่า 3% เท่านั้น

            ในทางกลับกัน หากการเมือง และรัฐบาลมีเสถียรภาพ การลงทุนภาครัฐดำเนินการได้ตามแผนที่กำหนดไว้ ประชาชน ภาคธุรกิจ นักท่องเที่ยว มีความเชื่อมั่น คาดจะเติบโตได้ 3.0-4.5% โดยหากมีการเลือกตั้งในวันที่ 2 ก.พ.57 จะมีเม็ดเงินจากการเลือกตั้ง 10,000-40,000 ล้านบาท เข้ามาช่วยพยุงไม่ให้ตกต่ำมาก

             ไม่เช่นนั้น เศรษฐกิจไทยที่กำลังเปราะบาง ก็พร้อมทรุดลงได้ทุกเมื่อ โดยน่าจะเติบโตได้ต่ำกว่าศักยภาพ และอาจฟื้นตัวกลับมาได้ยาก ทั้งที่เศรษฐกิจไทยมีศักยภาพเติบโตได้ไม่ต่ำกว่าปีละ 5% ด้วยซ้ำ

            ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย รองอธิการบดีฝ่ายวิจัย และผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ระบุว่า หลายครั้งที่ผ่านมา ที่เศรษฐกิจไทยตกต่ำ เพราะได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอก เช่น วิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ในปี 50 วิกฤติหนี้สาธารณะของยุโรปปี 54

            แต่ปีนี้ที่คาดขยายตัวได้ต่ำเพียง 3% เกิดจากปัจจัยภายในเป็นหลัก ดังนั้น จึงยากที่ฟื้นตัวกลับมาได้เร็ว ถ้าการเมืองยังไม่นิ่ง รัฐบาลขาดเสถียรภาพ และการดำเนินนโยบายของรัฐบาลไม่เป็นไปตามเป้าหมาย

            ทุกฝ่ายควรร่วมมือกันยุติปัญหาได้แล้ว เพื่อให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคง คนไทยมีที่ยืนในโลกได้โดยไม่อายใคร และควรให้การกระทำแสดงออกว่ารักชาติเหมือนปากว่า อย่าดีแต่ปากกันอีกเลย ทุกวันนี้ เบื่อนักการเมืองดีแต่ปากที่สุด!!



                                                                           ฟันนี่เอส

                                                19
ธ.ค. 56