วันอังคารที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2557

เบื่อนักการเมืองดีแต่ปาก









            แม้จะมีพระราชกฤษฎีกายุบสภา และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กำหนดวันเลือกตั้งคร่าวๆ เป็นวันที่ 2 ก.พ.57 แล้ว  แต่จนถึงขณะนี้ ยังไม่มีใครรู้ว่า จะมีการเลือกตั้งจริงหรือไม่

            เพราะกลุ่มต่อต้านรัฐบาลยังไม่ยอมให้มีการเลือกตั้ง และยังประกาศให้พรรคการเมืองต่างๆ บอยคอตไม่ลงเลือกตั้ง รวมถึงให้ประชาชนไม่ไปเลือกตั้ง เพราะต้องการปฏิรูปประเทศให้ได้เสียก่อน ขณะที่รัฐบาลรักษาการ พยายามจะเดินหน้าให้มีการเลือกตั้งให้ได้ตามกฎหมาย

            ทำให้ประเทศไทยขณะนี้ ยังไม่สามารถยุติปัญหาลงได้ และยังไม่รู้จะเดินหน้าต่ออย่างไร แม้มีความพยายามจากหลายฝ่ายที่จะหาทางออก แต่ในเมื่อฝ่ายที่เป็นอริกันไม่หันหน้าเข้าหากัน ไม่ยอมถอยคนละก้าวอย่างที่ปากว่าต้องการทำเพื่อประโยชน์ประเทศชาติ ปัญหาก็จะไม่จบลงง่ายๆ แน่นอน

             แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ตั้งแต่เดือนต.ค.56 ที่มีการชุมนุมต่อต้านรัฐบาลจนถึงปัจจุบัน แม้จะไม่มีความรุนแรง และไม่เกิดการสูญเสียมากมายเหมือนที่ผ่านมา แต่ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย คาดการณ์แล้วว่า ทำให้มูลค่าทางเศรษฐกิจเสียหายไปแล้ว 30,000-70,000 ล้านบาท

             หรือทำให้อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจลดลง 0.3-0.5% ส่งผลให้ปีนี้เศรษฐกิจโตได้เพียง 3% เท่านั้น จากคาดการณ์เมื่อเดือนต.ค.56 ที่คาดจะโตได้ 3.5%

             เพราะความวุ่นวายทางการเมือง ทำให้ประชาชนไม่มั่นใจใช้จ่าย กำลังซื้อลดลง การบริโภคในประเทศลดลง ส่วนนักธุรกิจ และนักท่องเที่ยวก็ไม่มั่นใจลงทุน และท่องเที่ยว ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจไทย และภาคการส่งออกไทย ยังได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลก จึงทำให้ปีนี้ขยายตัวได้ต่ำมาก

             ส่วนปี 57 ถ้าการเมืองและรัฐบาลขาดเสถียรภาพ การลงทุนภาครัฐต่ำกว่าแผน ประชาชน นักธุรกิจ และนักท่องเที่ยวขาดความเชื่อมั่น เศรษฐกิจไทยจะเสียหาย 200,000-300,000 ล้านบาท และจะโตได้ต่ำกว่า 3% เท่านั้น

            ในทางกลับกัน หากการเมือง และรัฐบาลมีเสถียรภาพ การลงทุนภาครัฐดำเนินการได้ตามแผนที่กำหนดไว้ ประชาชน ภาคธุรกิจ นักท่องเที่ยว มีความเชื่อมั่น คาดจะเติบโตได้ 3.0-4.5% โดยหากมีการเลือกตั้งในวันที่ 2 ก.พ.57 จะมีเม็ดเงินจากการเลือกตั้ง 10,000-40,000 ล้านบาท เข้ามาช่วยพยุงไม่ให้ตกต่ำมาก

             ไม่เช่นนั้น เศรษฐกิจไทยที่กำลังเปราะบาง ก็พร้อมทรุดลงได้ทุกเมื่อ โดยน่าจะเติบโตได้ต่ำกว่าศักยภาพ และอาจฟื้นตัวกลับมาได้ยาก ทั้งที่เศรษฐกิจไทยมีศักยภาพเติบโตได้ไม่ต่ำกว่าปีละ 5% ด้วยซ้ำ

            ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย รองอธิการบดีฝ่ายวิจัย และผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ระบุว่า หลายครั้งที่ผ่านมา ที่เศรษฐกิจไทยตกต่ำ เพราะได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอก เช่น วิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ในปี 50 วิกฤติหนี้สาธารณะของยุโรปปี 54

            แต่ปีนี้ที่คาดขยายตัวได้ต่ำเพียง 3% เกิดจากปัจจัยภายในเป็นหลัก ดังนั้น จึงยากที่ฟื้นตัวกลับมาได้เร็ว ถ้าการเมืองยังไม่นิ่ง รัฐบาลขาดเสถียรภาพ และการดำเนินนโยบายของรัฐบาลไม่เป็นไปตามเป้าหมาย

            ทุกฝ่ายควรร่วมมือกันยุติปัญหาได้แล้ว เพื่อให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคง คนไทยมีที่ยืนในโลกได้โดยไม่อายใคร และควรให้การกระทำแสดงออกว่ารักชาติเหมือนปากว่า อย่าดีแต่ปากกันอีกเลย ทุกวันนี้ เบื่อนักการเมืองดีแต่ปากที่สุด!!



                                                                           ฟันนี่เอส

                                                19
ธ.ค. 56

ลุ้น!โครงการเพื่อไทย




            ภายหลังการประกาศยุบสภาของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ทำให้รัฐบาลชุดนี้กลายเป็นรัฐบาลรักษาการณ์ ที่ไม่สามารถอนุมัตินโยบายใหม่ๆ ได้อีกแล้ว ทำได้เพียงแค่รับทราบความคืบหน้าการดำเนินนโยบายเท่านั้น
            แต่อย่างไรก็ตาม การทำงานของกระทรวงต่างๆ ตามนโยบายของรัฐบาล จะไม่ได้รับผลกระทบแน่นอน เพราะส่วนใหญ่รัฐบาลได้อนุมัติไปก่อนหน้านี้แล้วทั้งสิ้น
ไม่ว่าจะเป็นโครงการรับจำนำสินค้าเกษตรหลายชนิด ทั้งข้าวเปลือกนาปีปี 56/57  ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ปี 56/57 โครงการลงทุนบริหารจัดการน้ำ 350,000 ล้านบาท หรือโครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานประเทศ 2.2 ล้านล้านบาท
            โดยโครงการรับจำนำข้าวเปลือกปี 56/57 (รอบแรก) ที่เริ่มวันที่ 1 ต.ค.56-28 ก.พ.57 และการแทรกแซงตลาดข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ปี 56/57 นั้น นายสมชาติ สร้อยทอง อธิบดีกรมการค้าภายใน ยืนยันว่า ยังเดินต่อไปได้ เกษตรกรไม่ต้องกังวล ขณะที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) พยายามเร่งจ่ายเงินให้ชาวนาที่นำข้าวมาจำนำต่อเนื่อง ล่าสุดได้จ่ายไปแล้วประมาณ 50,000 ล้านบาท
แต่โครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปรังปี 57 คงต้องรอลุ้นนโยบายรัฐบาลชุดใหม่ภายหลังการเลือกตั้งจะดำเนินการอย่างไรต่อไป จะยังมีการรับจำนำหรือไม่ หรือกำหนดราคาเท่าไร
ส่วนโครงการบริหารจัดการน้ำ 350,000 ล้านบาทนั้น นายสุพจน์ โตวิจักษณ์ชัยกุล เลขาธิการสำนักงานนโยบายและบริหารจัดการน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ (สบอช.) ย้ำอีกเช่นกันว่า จะไม่ได้รับผลกระทบ หรือโครงการต้องล้มแน่นอน
ขณะนี้อยู่ระหว่างเปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน ตามคำสั่งศาลปกครอง ซึ่งเหลือกรุงเทพฯอีกจังหวัดเดียว ที่ตามแผนจะเปิดเวทีรับฟังวันที่ 6 ธ.ค.ที่ผ่านมา แต่ต้องเลื่อนออกไปจากความวุ่นวายทางการเมือง คาดสัปดาห์หน้าอาจจะเปิดเวทีรับฟังความเห็นได้ จากนั้นจะนำผลมาสรุปเป็นรายงาน
และรอการลงนามในสัญญากับบริษัทเอกชนทั้ง 4 แห่งที่ชนะการประกวดราคาใน 9 โมดูลไปแล้ว ซึ่งเดิมกำหนดจะลงนามเดือนม.ค.57 โดยนายปลอดประสพ สุรัสวดี รองนายกรัฐมนตรี แต่เมื่อยุบสภา คงจะต้องเลื่อนการลงนามไปเป็นหลังเลือกตั้งใหม่
ขณะที่โครงการลงทุนโครงการสร้างพื้นฐาน 2.2 ล้านล้านบาทนั้น นายชัชชาติ สุทธิพันธุ์ รมว.คมนาคม กล่าวว่า แม้จะเปลี่ยนรัฐบาล แต่จะไม่มีผลต่อการดำเนินโครงการนี้แน่นอน เพราะผู้ดำเนินการคือ ข้าราชการกระทรวงคมนาคม และกระทรวงที่เกี่ยวข้อง
แต่สิ่งที่ต้องจับตาคือ ผลการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญว่า ร่างพ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 2.2 ล้านล้านบาท จะขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ หากไม่ขัด รัฐบาลชุดใหม่ก็สามารถเดินหน้าโครงการได้ทันที
แม้คนในรัฐบาลรักษาการณ์ ซึ่งเป็นผู้กำหนดนโยบายเหล่านี้จะยืนยันหนักแน่นว่า ยุบสภาไม่มีผลกระทบ แต่ถ้ารัฐบาลชุดใหม่ไม่ใช่พรรคเพื่อไทย โครงการเหล่านี้แท้งแน่นอน

                                              

                                                    ฟันนี่เอส

                                                    12
ธ.ค.56

วันอังคารที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2557

ขอให้จบจริง










              ภาพประชาชน และตำรวจยื่นดอกไม้ให้แก่กัน จับมือ ส่งรอยยิ้มให้แก่กัน และยังช่วยกันทำความสะอาดพื้นที่ที่มีการปะทะกัน ภายหลังจากตำรวจยอมให้กลุ่มต่อต้านรัฐบาลเข้าไปในทำเนียบรัฐบาล และกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.)  เมื่อช่วงสายวันที่ 3 ธ.ค.ที่ผ่านมา พร้อมๆ กับการประกาศชัยชนะของกลุ่มต่อต้านนั้น

             ส่งผลให้ความรุนแรง และความตึงเครียดทางการเมือง ที่ก่อนหน้านี้ทั้ง 2 ฝ่ายปะทะกัน และมีผู้บาดเจ็บจำนวนมากนั้น ลดอุณหภูมิลงได้มาก จนดูเหมือนว่าความขัดแย้งจบลงไปแล้ว

           ทำให้ประชาชน และธุรกิจ ร่วมยินดีไปด้วย เพราะถ้าเหตุการณ์จบลงเร็วโดยไม่มีความรุนแรง ผู้คนมั่นใจที่จะใช้จ่ายมากขึ้น นักท่องเที่ยวยังคงเที่ยวไทย ซึ่งจะมีเงินเข้าประเทศ และกระตุ้นให้เศรษฐกิจเติบโตได้ เพราะตั้งแต่มีการประท้วง คนส่วนใหญ่ไม่มั่นใจจะรุนแรงหรือไม่ และจะยืดเยื้อถึงเมื่อไร ประกอบกับ เศรษฐกิจในประเทศยังไม่ดี จึงไม่กล้าใช้จ่าย

              เห็นได้จาก ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนพ.ย.56 อยู่ที่ 75.0 ลดจาก 76.6 ในเดือน ต.ค.56 ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคปัจจุบันอยู่ที่ 59.2 ลดจาก 60.3  และดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในอนาคตอยู่ที่ 79.9 ลดจาก 81.7 ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวมอยู่ที่ 65.0 ลดลงจาก 66.6 ส่วนดัชนีความสุขในการดำเนินชีวิตปัจจุบันอยู่ที่ 78.0 ลดจาก 80.0 และดัชนีความคิดเห็นทางการเมืองอยู่ที่ 55.0 ลดจาก 58.6

   ปัจจัยลบหลักคือ ความกังวลทางการเมือง และความไม่แน่นอนทางการเมืองในอนาคต ทำให้ประชาชนวิตกถึงความรุนแรง และกระทบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจ

             
  นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ระบุว่า การที่ผู้ชุมนุมเข้าไปในทำเนียบรัฐบาล และบช.น. ได้ โดยมีการจับมือกันระหว่างผู้ชุมนุมกับตำรวจ ช่วยลดความตึงเครียดลงได้ ซึ่งน่าจะทำให้ต่างชาติ และภาคธุรกิจลดความกังวลลง หากการชุมนุมจบเร็ว เศรษฐกิจจะเสียหายไม่เกิน 20,000 ล้านบาท หรือจีดีพีปีนี้หายไป  0.1-0.2% ส่วนปีหน้าคาดโตได้ 4.5-5%

  แต่ท่ามกลางการโห่ร้องฉลองชัยชนะ เชื่อแน่ว่า ความขัดแย้งยังไม่จบลงอย่างแท้จริง เพราะนายกรัฐมนตรี และรัฐบาลยังไม่ไปไหน รวมทั้ง ระบอบทักษิณยังคงอยู่ และจริงอย่างที่คิด หลังการโด๊ปน้ำเกลือเพิ่มพลัง  นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขา กปปส. ได้ขึ้นเวทีที่ศูนย์ราชการฯ ประกาศว่า

  อย่าเพลิดเพลินว่างานของเราสำเร็จแล้ว เพราะยิ่งลักษณ์ และรัฐบาลทรราชยังอยู่ ต้องเดินหน้าต่อสู้ต่อไปจึงจะชนะในที่สุด

  เช่นนี้ก็หมายความว่า ความขัดแย้งจะยังคงอยู่ต่อไป เพราะประชาชนจะยืนหยัดต่อสู้เพื่อขับไล่ ชินวัตร”  ให้พ้นจากประเทศ และการเมืองไทย จึงจะเรียกว่า ชัยชนะที่แท้จริงใช่หรือไม่

  อยากให้ทั้งรัฐบาล และกลุ่มต่อต้าน คิดสักนิดว่า ถ้าสู้กันถึงที่สุดจนฝ่ายหนึ่งชนะ ใครจะได้ประโยชน์หรือไม่ อย่างไร นักการเมือง ประชาชน หรือประเทศ  ถ้าอ้างตัวว่ารักชาติจริง ไม่ปากว่าตาขยิบ รัฐบาลน่าจะยอมคืนอำนาจสู่ประชาชน ส่วนกลุ่มต่อต้านก็น่าจะหยุด เพราะสู้มาจนชนะแล้ว

   แต่ไม่ว่าใครจะชนะ ท้ายที่สุดประชาชนก็ไม่ได้อะไรจากการยอมแลกชีวิต เลือดเนื้อ เพราะเมื่อนักการเมืองขึ้นเป็นใหญ่ เคยหันกลับมาเหลียวแล และสร้างประโยชน์ให้ประชาชนหรือไม่ ส่วนใหญ่ล้วนเข้ามาโกงกิน อยากให้ประชาชนแบนนักการเมืองโกงกิน และสนับสนุนคนรุ่นใหม่เข้ามาบริหารประเทศจะดีกว่ามะ
             


                                                          ฟันนี่เอส

                                                                                     5
ธ.ค.56

สงสารประเทศไทย!










           คงจะไม่ผิดนัก ถ้าพูดว่า การเมือง และนักการเมืองไทยเป็นต้นตอหนึ่งที่ทำให้ประเทศไทยถอยหลังเข้าคลอง ไม่เจริญก้าวหน้าเทียบเท่าอีกหลายประเทศในโลก หรือแม้แต่ในอาเซียนด้วยกันเอง

           นักการเมืองไทยยุคนี้ ส่วนใหญ่เล่นการเมืองเป็นอาชีพ ไม่มีวันเกษียณอายุ เล่นการเมืองตั้งแต่ยังหนุ่ม เมื่ออายุล่วงเข้า 60 70 หรือ 80 ปีก็ยังไม่เลิก ไม่ถอนตัว  มิหนำซ้ำ ยังส่งญาติโกโหติกา มาสืบทอดอีก

               ถ้าเป็นนักการเมืองน้ำดี ที่เป็นตัวแทน เป็นกระบอกเสียงของประชาชนอย่างแท้จริง เข้ามาทำงานเพื่อประชาชน ประเทศชาติ ไม่โกงชาติโกงแผ่นดิน อยู่ในอาชีพนี้นานเท่าไรไม่มีใครว่า เพราะถือว่าเป็นผู้ทำคุณประโยชน์ให้กับบ้านเมือง และประชาชน เมื่อเสียชีวิตไปแล้ว ผู้คนจะเสียดาย และสรรเสริญคุณงามความดีไม่จบไม่สิ้น

                แต่ถ้าเป็นนักการเมืองน้ำเน่า ที่มีพฤติกรรมอุบาทว์ตั้งแต่การเลือกตั้ง แจกเงินชาวบ้านเพื่อซื้อเสียง เมื่อได้เป็นส.ส.แล้วไม่ได้ทำอะไรที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน และประเทศชาติ แต่กลับโกงกินทุกรูปแบบเพื่อถอนทุนคืน สร้างความเสื่อมเสียให้กับประเทศชาติแล้ว

           แบบนี้แค่ให้เข้ามานั่งชูคอในสภาเพียงวันเดียว ผู้คนก็ยังรังเกียจ และพร้อมจะก่นดา สาปแช่ง หรือสมน้ำหน้าเมื่อลาโลกไปแล้ว!!

           แต่เชื่อขนมกินได้เลยว่า นักการเมืองไทยส่วนใหญ่จะเป็นแบบหลัง ที่ในหัวสมองมีแต่เรื่องการทุจริตคอรัปชันตลอดเวลา ไม่ได้ด้วยเล่ห์ก็เอาด้วยกล คิดนโยบายเพื่อโกงกินอย่างเป็นล่ำเป็นสัน มากกว่าการคิดนโยบายดีๆ มาบริหารประเทศให้เจริญก้าวหน้ากว่าประเทศอื่น

             เมื่อบุคคลเหล่านี้ อยู่ในวงการการเมืองมาตลอดชั่วอายุ จึงเป็นธรรมดาที่การบริหารบ้านเมืองย่อมไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร การพัฒนาประเทศสะดุด เศรษฐกิจประเทศไม่ขยายตัวต่อเนื่อง คนไทยยังเป็นคนจนดักดาน เพราะเงินงบประมาณทุกบาททุกสตางค์ไม่ได้นำมาพัฒนาประเทศอย่างคุ้มค่า มีบางส่วนหายเข้ากระเป๋าผู้มีอำนาจอย่างจับมือใครดมไม่ได้ ทำให้ประเทศไทยไม่หลุดพ้นจาก ประเทศกำลังพัฒนาเสียที

              เมื่อสันดานนักการเมืองเป็นเช่นนี้ ไม่ว่าพรรคการเมืองใดบริหารประเทศ ก็ไม่น่ายินดีทั้งนั้น เพราะรู้ๆ อยู่แล้วว่า ล้วนแต่จ้องกอบโกยประโยชน์เข้าตัวเองและพวกพ้อง แทบจะหาคนมุ่งมั่นทำงานรับใช้ประเทศชาติ รับใช้ประชาชนอย่างแท้จริงไม่ได้ 

               ความวุ่นวายทางการเมืองขณะนี้ ฟันนี่เอสจึงไม่ได้มองใครเป็นฮีโร่ หรือเป็นวีรบุรุษ ที่นำพาม็อบยึดสถานที่ราชการ กดดันรัฐบาล ล้มล้างระบบ ทักษิณ”  แต่เห็นเป็นเพียง การแก้แค้นเอาคืนมากกว่า โจมตีว่าเขาทุจริต แต่ลืมไปว่า ในอดีตตนเองบริหารประเทศอย่างไร สันดานนักการเมืองไทยไม่มีใครดีไปกว่ากันจริงๆ

               เชื่อได้ว่า เหตุการณ์เช่นนี้จะเกิดขึ้นอีกหลายครั้ง ตราบใดที่นักการเมืองไทยยังหน้า พรรคการเมืองใหญ่ยังมีเพียง 2 พรรค และผลัดกันขึ้นเป็นรัฐบาลและฝ่ายค้านอยู่เช่นนี้

               ต่อไปประเทศไทยคงหายไปจากแผนที่โลก เพราะต่างชาติไม่กล้ามาทำการค้า การลงทุน หรือท่องเที่ยว เศรษฐกิจคงย่ำแย่แสนสาหัส ธุรกิจห้างร้านเจ๊ง ผลิตสินค้าไม่มีคนซื้อ ส่งออกไม่ได้ ไม่มีเงินจ้างคนงาน ส่วนแรงงานก็รอวันอดตายสถานเดียว

               ประเทศไทยคงต้องนับถอยหลังเข้าสู่วันล่มสลาย ถ้านักการเมืองยังแก่งแย่งชิงดีชิงเด่น และไม่ทิ้งสันดานแบบนี้ น่าสงสารบรรพบุรุษ น่าสงสารประเทศ และน่าอดสูที่สุด!



                                                                                     ฟันนี่เอส


                                                       28
พ.ย.56

สุดทนพฤติกรรมแท็กซี่!













            หลายคนบ่นให้ฟังว่า การใช้บริการรถแท็กซี่ทุกวันนี้ ก่อให้เกิดอารมณ์เสียสุดๆ เพราะไม่รู้ว่า แท็กซี่คันไหนต้องการรับผู้โดยสารหรือไม่ แม้จะเปิดป้ายไฟหน้ารถ ว่างแต่พอเรียกแล้วกลับไม่รับ

            โดยอ้างสารพัดเหตุผล เช่น รีบไปส่งรถให้เถ้าแก่ แก๊สกำลังจะหมดต้องรีบไปเติม แอร์เสีย จุดหมายปลายทางที่ต้องการไปใกล้เกินไป-ไม่คุ้ม หรือบางคันไม่บอกเหตุผล พอผู้โดยสารบอกว่าจะไปแถวไหน กลับส่ายหัวส่ายหน้าไม่รับซะอย่างนั้น

            ที่จริงผู้โดยสารไม่รู้หรอกว่า แท็กซี่คันที่โบกมือเรียกไปนั้นจะมีกิจธุระหรือไม่ ถ้าไม่ต้องการรับผู้โดยสารแล้วจะจอด หรือจะเปิดป้ายไฟ ว่างทำไม ไม่เข้าใจ!! หรือบางคัน จ้องจะรับแต่ผู้โดยสารต่างชาติอย่างเดียว โดยเฉพาะในแหล่งท่องเที่ยว สนามบิน ท่ารถโดยสาร พอคนไทยโบกมือเรียกทำไม่สนใจท่าเดียว

            อย่างกรณีเพื่อนของ ฟันนี่เอสประสบ เค้าเล่าว่า พาครอบครัวรวม 4 คน (มีลูกเล็กๆ 2 คน) ไปเชียงใหม่ ขึ้นเครื่องที่สนามบินดอนเมือง ขาไปไม่มีปัญหา เพราะแท็กซี่ไปส่งถึงอาคารผู้โดยสารขาออกได้

               แต่ขากลับไม่ง่ายเหมือนขาไป ด้วยความที่ไม่อยากจ่ายเงินค่าแท็กซี่เพิ่มอีก 50 บาทสำหรับแท็กซี่ที่เข้าคิวจอดรอผู้โดยสารภายในสนามบิน และมีสัมภาระพะรุงพะรัง จะเดินข้ามสะพานลอยออกไปข้างนอกก็ไม่สะดวก

             จึงต้องหอบหิ้วสัมภาระ ขึ้นไปเรียกแท็กซี่ชั้นบนตรงที่เป็นขาออก ซึ่งมีผู้โดยสาร ทั้งคนไทยและต่างชาติ มารออยู่ก่อนแล้ว แต่ยืนรออยู่นานยังเรียกแท็กซี่ไม่ได้เสียที เพราะบางคันหัวหมอจะขอเงินเพิ่ม 50 บาทเท่ากับคันที่เข้าคิวรอในสนามบิน ทั้งที่ตัวเองเป็นขาจร ไม่ใช่ขาประจำที่เสียเงินเข้าคิวรอผู้โดยสารให้กับ มาเฟียในสนามบิน แบบนี้ผู้โดยสารก็ไม่พร้อมจ่ายเพิ่ม เพราะถือเป็นการเอาเปรียบอย่างน่าเกลียดที่สุด

             แต่ส่วนใหญ่แล้วจะรอรับแต่ผู้โดยสารต่างชาติเท่านั้น พอเพื่อนของ ฟันนี่เอสเรียกได้คันหนึ่ง ก็ไม่ไปส่งโดยไม่บอกเหตุผล แล้วรีบรี่เข้าไปรับคนต่างชาติ เป็นอย่างนี้อยู่หลายคัน ทำเอาคนไทยที่ยืนรออยู่แถวนั้นอารมณ์เสียไปตามๆ กัน

            สุดท้าย! เพื่อนเลยต้องเดินผ่านหน้าอาคาร 2 (Terminal 2) ออกมาเรียกแท็กซี่ข้างนอก ซึ่งไม่มีปัญหาเลย พอบอกจุดหมายก็รีบไปทันที

               เหตุการณ์เช่นนี้ สอดคล้องกับสถิติของกรมการขนส่งทางบก ที่ระบุว่า ประชาชนจำนวนมากร้องเรียนผ่านศูนย์คุ้มครองผู้โดยสารรถสาธารณะ สายด่วน 1584 ว่าด้วยเรื่องของแท็กซี่มากที่สุด โดยเฉพาะกรณีปฏิเสธผู้โดยสาร

            ซึ่งถือเป็นความผิดตามพ.ร.บ.การจราจรทางบก มาตรา 93 วรรคหนึ่ง ที่ระบุว่า ผู้ขับขี่รถแท็กซี่ปฏิเสธไม่รับจ้างบรรทุกผู้โดยสารโดยไม่มีเหตุอันควร มีความผิดโดยมีโทษปรับไม่เกิน 1,000 บาท ถูกบันทึกคะแนน 20 คะแนน และถูกยึดใบอนุญาตขับขี่

                  แต่กรมการขนส่งทางบก ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด แม้ผู้โดยสารที่ถูกปฏิเสธ ได้โทร.แจ้งสายด่วน 1584  เพราะโทษปรับนั้นน้อยนิด แค่เสียค่าปรับเรื่องก็จบ

                “ฟันนี่เอสอยากฝากให้ กรมการขนส่งทางบก ดูแลปัญหานี้อย่างจริงจัง ส่วนผู้โดยสาร ต้องจดจำทะเบียน และชื่อผู้ขับขี่ให้ดี แล้วโทร.แจ้ง 1584 เพื่อให้ดำเนินการต่อไป ถ้าปล่อยปละละเลย จะยิ่งทำให้แท็กซี่เหล่านี้ได้ใจ และทำพฤติกรรมแย่ๆ เช่นนี้ต่อไปไม่จบสิ้น



                                                                                             ฟันนี่เอส

                                                             21
พ.ย.56

หยุดได้หรือยัง?









           ตามคาด!! จนถึงขณะนี้ ผู้นำม็อบทุกกลุ่ม ยังไม่ปล่อยมวลชนกลับบ้าน แม้รัฐบาล พรรคเพื่อไทย ส.ส. (สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร) และส.ว. (สมาชิกวุฒิสภา) ได้ประกาศถอยร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมสุดซอย และยืนยันจะยอมปล่อยให้ตกไปภายใน 180 วัน
           แต่ผู้นำม็อบ ได้คืบจะเอาศอกกลับเรียกร้องให้ประชาชนออกมาชุมนุมให้มากขึ้น เพื่อขับไล่รัฐบาล และตระกูล ชินวัตรออกจากประเทศ มิหนำซ้ำ ยังประกาศ “อารยะขัดขืน“ เรียกร้องให้หยุดงาน และไม่เสียภาษี เพื่อรัฐจะได้ไม่มีเงินไปใช้จ่าย
            การชุมนุมประท้วงข้างถนนเช่นนี้ แม้ผู้มีอารมณ์ร่วมอยู่ในม็อบ มองว่าเป็นการเสียสละความสุขส่วนตน เพื่อประโยชน์ประเทศ และเป็นการยึดประเทศคืนจาก ชินวัตรและรัฐบาลชุดนี้ แต่ในสายตาชาวโลก อาจมองว่า ไม่เป็นผลดีกับภาพลักษณ์ และเศรษฐกิจประเทศ หากการประท้วงยืดเยื้อ บานปลายใหญ่โตมากขึ้น
เพราะจะส่งผลให้นักท่องเที่ยวไม่กล้าเดินทางมาไทย จากความกลัวจะไม่ปลอดภัย ทำให้รายได้จากการท่องเที่ยวจะหายไปทันที ขณะที่นักลงทุนต่างชาติชะลอการลงทุน เพราะไม่มั่นใจว่า ถ้าลงทุนไปแล้ว และการเมืองรุนแรง นโยบายต่างๆ ของรัฐบาลจะไม่ต่อเนื่องและกระทบต่อกิจการได้ หรืออาจไปลงทุนประเทศอื่นแทน  
ขณะเดียวกัน คนไทย ขาดความเชื่อมั่นใช้จ่าย เพราะไม่รู้อนาคตจะเกิดอะไรขึ้น จึงเก็บเงินสดไว้ดีกว่า ที่แย่ยิ่งกว่านั้น หากรัฐบาลมาถึง ทางตันจนต้อง ยุบสภาก็จะยิ่งทำให้การขับเคลื่อนเศรษฐกิจชะงักงัน โดยเฉพาะการลงทุนภาครัฐต้องชะลอออกไป เพราะไม่สามารถทำให้โครงการลงทุนบริหารจัดการน้ำ 350,000 ล้านบาท และโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 2.2 ล้านล้านบาทเกิดขึ้นได้
 เมื่อประชาชนชะลอการใช้จ่าย ขณะที่รายได้จากนักท่องเที่ยว-ส่งออกหด การลงทุนภาคเอกชน และภาครัฐชะลอตัว ย่อมทำให้เศรษฐกิจประเทศเดินหน้าต่อไปได้ยาก!!
ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ประเมินผลกระทบจากการประท้วงครั้งไว้หลายกรณี กรณีแรก  ถ้ายืดเยื้อถึงสิ้นปีนี้ แต่ไม่มีเหตุการณ์รุนแรง ไม่กระทบท่องเที่ยว การบริโภค และลงทุนมากนัก คาดเศรษฐกิจจะเสียหาย 10,000-20,000 ล้านบาท และขยายตัวเหลือพียง 3.3-3.4ในปีนี้ แต่ปีหน้ายังขยายตัวได้ 5.1
 แต่ถ้าชุมนุมยืดเยื้อถึงปลายปี มีความรุนแรงจนกระทบท่องเที่ยว การบริโภค และการลงทุนในอนาคต รวมถึงรัฐบาลยุบสภา ความเสียหายจะเพิ่มเป็น 30,000-60,000 ล้านบาทในปีนี้ และเพิ่มเป็น 70,000-100,000 ล้านบาทในปีหน้า หรือเสียหายรวม 150,000 ล้านบาท ทำให้เศรษฐกิจปีนี้ขยายตัวเหลือ 3-3.2และ 4.8-5ในปี 57
 กรณีเลวร้ายสุด หากชุมนุมยืดเยื้อถึงไตรมาสแรกปี 57 เกิดเหตุรุนแรง กระทบต่อท่องเที่ยว ความเชื่อมั่นบริโภค และนักลงทุน เศรษฐกิจปีนี้จะเสียหาย 30,000-60,000 ล้านบาท และปีหน้าอีก 110,000-130,000 รวม 200,000 ล้านบาท เหลือขยายตัวปีนี้เพียง 3-3.2ปีนี้ และปีหน้าโตได้ 4.5-4.7
 จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่หลายฝ่าย ทั้งภาครัฐ และเอกชน ต่างเรียกร้องให้ม็อบทุกกลุ่มยุติการประท้วง และหันหน้าหารือกันในเรื่องที่ยังตกลงกันไม่ได้ เพราะไม่อยากปล่อยให้ประเทศ “ฉิบหาย” มากไปกว่านี้อีกแล้ว


                                                                ฟันนี่เอส

                                                                 
      14 พ.ย.56