วันอังคารที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2556

โอกาสไทยในเซี่ยงไฮ้






















            เมื่อวันที่ 12-15 ก.ย.ที่ผ่านมา ธนาคารกรุงเทพ ผู้ให้การสนับสนุนโครงการพัฒนาศักยภาพผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจระดับสูง หลักสูตร: เสริมสร้างความรู้สู่เออีซี ของสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ ได้พานักข่าวที่เข้าร่วมโครงการนี้ เดินทางไปทัศนศึกษาที่นครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน

              เซี่ยงไฮ้วันนี้ ต่างจากที่เคยเห็นในครั้งแรกเมื่อกว่า 7-8 ปีมาก สมัยนั้น ความเจริญก้าวหน้า สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับผู้ไปเยือนครั้งแรกได้ไม่น้อยแล้ว แต่การไปครั้งใหม่นี้ สร้างความฮือฮาได้มากยิ่งกว่า)

ฝั่งเมืองใหม่ “ผู่ตง” ดูทันสมัย มีตึกใหญ่ๆ สูงๆ รายล้อมเต็มพื้นที่ ส่วนฝั่งเมืองเก่า “ผู่ซี่” ที่เคยเป็นเขตเช่าของชาติตะวันตกที่เข้ามาเซี่ยงไฮ้เมื่อกว่าร้อยปีก่อน ยังคงความสง่างาม ของสถาปัตยกรรมยุโรปได้อย่างไม่เปลี่ยนแปลง























ทุกวันนี้ เซี่ยงไฮ้ เป็นเมืองใหญ่ที่สุดเมืองหนึ่งของโลก มีประชากรมากกว่าคนไทยทั้งประเทศ เป็นศูนย์กลางความเจริญในด้านต่างๆ ทั้งเศรษฐกิจ การค้า การเงิน การลงทุน แฟชั่น การท่องเที่ยว และกลายเป็นเมืองพี่ของฮ่องกงไปแล้ว

”ฟันนี่เอส” มีโอกาสพูดคุยกับ “คุณธนากร เสรีบุรี” รองประธานกรรมการ บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด (ซี.พี.) และประธานกรรมการกลุ่มธุรกิจยานยนต์และอุตสาหกรรม ซี.พี. ในจีน ทราบว่า ความเติบโตจากภายในของจีนยังดีอยู่ ด้วยประชากรมหาศาลเกือบ 1,400 ล้านคน จึงยังโอกาสในด้านการค้า การลงทุนอยู่







   แนะนำให้นักธุรกิจไทย กล้าเข้าไปทำการค้า การลงทุนในจีน ในช่วงแรกอาจมองหาหุ้นส่วนที่ไว้ใจได้ แล้วค่อยขยายการลงทุนเรื่อยๆ โดยเฉพาะในเซี่ยงไฮ้ ยังมีโอกาสอีกมากสำหรับธุรกิจบริการ ทั้งร้านอาหาร ร้านนวดแผนไทย สปา ท่องเที่ยว ฯลฯ  

  ส่วนซี.พี. นอกจากทำธุรกิจแทบทุกประเภทในจีน ทั้งอาหาร อสังหาริมทรัพย์ ห้างสรรพสินค้า รถจักรยานยนต์แล้ว เมื่อเร็วๆ นี้ ได้ร่วมทุนกับบริษัท Shanghai Automotive Industry Corp. บริษัทผลิตรถยนต์รายใหญ่สุดในจีน ผลิตและจำหน่ายรถยนต์พวงมาลัยขวา ภายใต้แบรนด์ “MG” ป้อนตลาดไทยและตลาดโลก โดยลงทุนสร้างโรงงานที่จ.ระยอง มูลค่าราว 15,000 ล้านบาท เฟสแรกคาดจะผลิตได้ 50,000 คันภายในสิ้นปีนี้ และเฟส 2 ประมาณ 200,000 คัน

  นอกจากนี้ “คุณสุวัชชัย ทรงวานิช” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกรุงเทพ ในจีน เล่าว่า จีนเป็นเป้าหมายหลักลงทุนของธนาคาร โดยเปิดสำนักงานตัวแทนในปักกิ่ง ปี 2529 และเปลี่ยนสถานะเป็นสาขาในปี 2548 ส่วนปี 2552 ธนาคารมีสถานะเป็นธนาคารท้องถิ่นในจีน (ไม่ใช่ธนาคารต่างชาติ) มีสำนักงานใหญ่ที่เซี่ยงไฮ้ ปัจจุบัน มี 4 สาขาที่เซี่ยงไฮ้ ปักกิ่ง เซียะเหมิน และเสิ่นเจิ้น กำลังจะเปิดสาขาใหม่เร็วๆ นี้

   คุณสุวัชชัย บอกว่า แม้การทำธุรกิจในจีนแข่งขันรุนแรงมาก แต่ยังมีที่ว่างที่ธนาคารจะขยายได้อีก โดยธนาคารเน้นการปล่อยสินเชื่อให้ลูกค้าที่เป็นคนไทยที่ทำธุรกิจในจีน และเน้นการปล่อยสินเชื่ออุตสาหกรรมเป็นหลัก แต่ละปีปล่อยสินเชื่อได้ประมาณ 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

  ทุกวันนี้ คนไทยยังกล้าๆ กลัวๆ ไปลงทุนทำธุรกิจในต่างประเทศ แต่เมื่อศึกษาหาลู่ทาง โอกาส หาพันธมิตร และมีเงินทุนพร้อมแล้ว ก็ควรจะขยายฐานออกไปสร้าง “อาณาจักร” ใหม่ คุณอาจเป็นอีกคนหนึ่งที่ยิ่งใหญ่ ไม่แพ้คนที่ประสบความสำเร็จแล้วในวันนี้





ฟันนี่เอส 


                                                         19 ก.ย.56

วันอังคารที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2556

“เหยื่ออารมณ์” ?

              






              ตั้งแต่สัปดาห์ก่อน ที่นางวัชรี วิมุกตายน ปลัดกระทรวงพาณิชย์ แถลงข่าวอัตราเงินเฟ้อเดือนส.ค.56 และพบว่า เงินเฟ้อลดลงอย่างต่อเนื่อง สวนทางกับค่าครองชีพประชาชนที่เพิ่มสูงขึ้น
  และยังมี ผู้(ไม่)หวังดีตัดต่อคลิปเสียง และภาพที่ปลัดกระทรวงฯ แถลงข่าวในวันนั้น และตอบคำถามผู้สื่อข่าวอย่างไม่ตรงใจนัก โพสต์ในโซเชียลมีเดีย มีการแชร์กันอย่างสนุกมือ คอมเมนต์ถล่มเละอย่างสะใจ





   ส่งผลให้ทั้งท่านปลัดฯ และกระทรวงพาณิชย์ ตกเป็น เหยื่ออารมณ์ของชาวบ้านในทันที!!
              ชาวบ้านส่วนหนึ่ง ที่ไม่พอใจการดูแลราคาสินค้า และค่าครองชีพ โทรศัพท์มาที่ สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569”   ต่อว่าดูแลค่าครองชีพล้มเหลว พร้อม ขู่ จะสาดน้ำกรดปลัดฯ และ ขู่วางระเบิดในทุกสถานที่ที่กรมการค้าภายใน และกระทรวงพาณิชย์ ไปจัดงาน มิหนำซ้ำยังมีม็อบต่างๆ ประท้วงหน้ากระทรวงฯ ฐานไม่สามารถแก้ปัญหาค่าครองชีพสูงได้อีก
               หากพิจารณาอย่างเป็นธรรม แม้การดูแลภาวะราคาสินค้า ค่าครองชีพ การยกระดับราคาสินค้าเกษตร และการสร้างความเป็นธรรมทางการค้า เป็นหน้าที่ของกระทรวงพาณิชย์โดยตรง แต่การที่ค่าครองชีพสูงขึ้น จะโทษกระทรวงพาณิชย์ หน่วยงานเดียวก็ใช่ที่
                เพราะสินค้าที่ผลิต และขายในท้องตลาดในประเทศ มีนับหมื่นนับแสนรายการ กระทรวงพาณิชย์ไม่สามารถควบคุมดูแลได้ทั้งหมด มีเพียงกว่า 200 รายการ ที่จำเป็นในชีวิตประจำวันเท่านั้น ที่ติดตามดูแลสถานการณ์ราคา และภาวะการค้าเป็นประจำทุกวัน ทุกสัปดาห์ หรือทุก 15 วัน








                ยังมีอีก 43 รายการที่เป็นสินค้าและบริการควบคุม กรมการค้าภายใน ใช้มาตรการทางกฎหมายบริหารจัดการได้ และหนึ่งในนั้นมีเพียงน้ำตาลทราย ที่กำหนดราคาขายสูงสุดไม่เกินกิโลกรัมละ 23.50 บาท รวมถึงยังมีสินค้าอีกจำนวนหนึ่งที่กำหนดราคาแนะนำ เช่น สุกร ไข่ไก่ ปุ๋ยเคมี เหล็กเส้น ฯลฯ หากผู้ค้าขายเกินราคาจะมีโทษตามพ.ร.บ.ราคาสินค้าและบริการพ.ศ.2542
                สินค้าที่เหลือนอกจากนี้ อย่างสินค้าฟุ่มเฟือย กระทรวงพาณิชย์ไม่ได้ควบคุม เพราะการควบคุมอย่างเข้มงวดทุกรายการ เท่ากับรัฐแทรกแซงธุรกิจเอกชน ทำให้กลไกตลาดบิดเบือน หากผู้ผลิตขาดทุนมากๆ ก็อาจเลิกผลิต ปิดกิจการ เกิดภาวะขาดแคลนสินค้า และผู้บริโภครับกรรม






                ขณะที่สินค้าอาหารสด อย่าง เนื้อหมู เนื้อไก่ ไข่ไก่ ผักสด ผลไม้สด นั้น ต้องใช้อุปสงค์ และอุปทานเป็นสำคัญ โดยหากผลผลิตมากกว่าความต้องการบริโภค ราคาจะตก ผู้ผลิตเดือดร้อน ผู้บริโภคได้ประโยชน์ แต่ถ้าผลผลิตน้อยกว่าความต้องการเมื่อไร ผู้ผลิตได้ประโยชน์ ผู้บริโภคเดือดร้อนทันที
                กระทรวงพาณิชย์ จึงต้องสร้างความสมดุลทางการค้า อย่างที่นายกรัฐมนตรีพูดว่า “ต้องดูแลตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ” หมายถึง ตั้งแต่ผู้ผลิต/เกษตรกร, ผู้ค้า/พ่อค้าคนกลาง และผู้บริโภค ไม่ให้ใครได้-เสียมากจนเกินควร
                แต่ทุกวันนี้ เมื่อผลผลิตมาก ราคากลับไม่ลดลง ชาวบ้านยังซื้อของแพงอยู่ หรือฉวยขึ้นราคาสินค้าปลายทางมากเกินควร กระทรวงฯทำได้แค่ ตรวจสอบภาวะการค้า ถ้าพบรายใดขายสินค้าแนะนำ สินค้าควบคุม เกินราคา หรือไม่ปิดป้ายาคา ก็ดำเนินการตามกฎหมาย แล้วก็ใช้ “ธงฟ้า” ยาวิเศษลดค่าครองชีพ
     แต่เอาเถอะ! ยังดีกว่าไม่ทำอะไรเลย แต่ประชาชนให้รักษาสิทธิตนเองบ้าง ถ้าพบเห็นผู้ค้าฉวยโอกาสเอาเปรียบ แจ้ง 1569 หรือสำนักงานการค้าภายในทุกจังหวัด คนเอาเปรียบถูกลงโทษตามกฎหมายแน่



ฟันนี่เอส


                                                         12 ก.ย.56

            

วันอังคารที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2556

เงินเฟ้อ : ภาพลวงตาหรือแค่ความรู้สึก


          








            วันก่อน กระทรวงพาณิชย์ โดยนางวัชรี วิมุกตายน ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ได้แถลงข่าวอัตราเงินเฟ้อไทยเดือนส.ค.56 ซึ่งเป็นเดือนล่าสุดว่า เท่ากับ 105.41 สูงขึ้น 1.59% เทียบกับเดือนส.ค.55 นับเป็นการขยายตัวต่ำสุดในรอบ 46 เดือน นับตั้งแต่เดือนต.ค.52 ที่ขยายตัว 0.4% และเมื่อเทียบกับเดือนก.ค.56 ลดลง 0.01% ส่วนเฉลี่ย 8 เดือนปี 56 สูงขึ้น 2.47% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 55

            หลายคนอาจสงสัยว่า เงินเฟ้อคืออะไร มีความสำคัญอย่างไรในระบบเศรษฐกิจ ฟันนี่เอสขอใช้ความรู้อันน้อยนิด อธิบายสั้นๆ ว่า เงินเฟ้อ หมายถึง ภาวะที่ราคาสินค้าและบริการในระบบเศรษฐกิจสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในระยะเวลาหนึ่ง มีผลให้ค่าของเงินในกระเป๋าลดลง โดยมูลค่าเงินเท่าเดิมแต่กลับซื้อสินค้าได้น้อยชิ้นลง

               ยกตัวอย่าง เช่น  เคยซื้อไข่ไก่ 1 ถาด 30 ฟองในราคา 60 บาท หรือเฉลี่ยฟองละ 2 บาท แต่ปัจจุบัน ราคาเพิ่มสูงขึ้นเป็นถาดละ 120 บาท หรือเฉลี่ยฟองละ 4 บาท ถ้าจะใช้เงินเท่าเดิม 60 บาท จะซื้อได้แค่ 15 ฟอง ถ้าต้องการซื้อทั้ง 30 ฟอง ต้องใช้เงินเพิ่มขึ้นอีก 60 บาท เป็น 120 บาท แบบนี้เรียกว่า เกิดภาวะเงินเฟ้อขึ้นแล้ว เพราะเงินจำนวนเท่าเดิมในกระเป๋าเรามีค่าลดลง ซื้อสินค้าได้น้อยชิ้นลง

             ถือว่า เงินเฟ้อ เป็นดัชนีชี้วัดค่าครองชีพของประชาชนว่าดีขึ้น หรือแย่ลง เงินในกระเป๋าเรามีค่ามากขึ้น หรือลดลงอย่างไร!!

                และยังเป็นเครื่องมือที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ใช้ดูแลเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ เพื่อให้ประชาชนคาดการณ์เงินเฟ้อได้อย่างเหมาะสม สามารถวางแผนการใช้จ่าย ทั้งการบริโภคการผลิต และการลงทุนได้อย่างราบรื่น ซึ่งจะช่วยให้เศรษฐกิจเติบโตได้อย่างยั่งยืน

            เงินเฟ้อเดือนส.ค.ที่เพิ่มขึ้น 1.59% เมื่อเทียบกับเดือนส.ค.55 หมายความว่า ราคาสินค้าและบริการในเดือนส.ค.ปีนี้สูงกว่าเดือนส.ค.ปีก่อน 1.59% แต่อัตราดังกล่าวกลับลดลงมากที่สุดในรอบเกือบ 4 ปี ส่วนเฉลี่ย 8 เดือนปี 56 สูงขึ้น 2.47% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 55 หมายความว่า ราคาสินค้าและบริการ 8 เดือนปีนี้แพงกว่า 8 เดือนปีก่อน 2.47%













               เมื่อพิจารณาตามหลักวิชาการแล้ว จะเห็นว่า ราคาสินค้าและบริการขณะนี้ยังแพงกว่าปีก่อน อย่างที่ประชาชนกำลังรู้สึก และเผชิญหน้าอยู่ แม้กระทรวงพาณิชย์ พยายามชี้แจงว่า ราคาสินค้าและบริการปีนี้แทบไม่ต่างจากปีก่อนเลย

             และแม้จะเห็นการลดลงอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่กลางปี 56 เพราะความต้องการบริโภคประชาชนลดลง จากมาตรการกระตุ้นการบริโภคของรัฐบาลสิ้นสุดลงแล้ว โดยเฉพาะโครงการรถยนต์คันแรก

               แต่ ฟันนี่เอสมองว่า เงินเฟ้อในเดือนก.ย.นี้ อาจขยับขึ้นเล็กน้อยจากเดือนส.ค.56 เพราะราคาก๊าซหุงต้มปรับขึ้นอีกกก.ละ 50 สตางค์ ค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ เพิ่มขึ้นอีก 7 สตางค์/หน่วย และค่าทางด่วนขึ้นอีก 5 บาท

               แม้กระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า ทั้ง 3 ปัจจัยจะทำให้เงินเฟ้อถึงสิ้นปีเพิ่มขึ้นเพียง 0.1% แต่ในด้านจิตวิทยา ราคาสินค้า โดยเฉพาะอาหาร ซึ่งมีน้ำหนักมากในการคำนวณเงินเฟ้อ ปรับขึ้นไปรอราคาก๊าซที่ปรับขึ้นแล้ว และยิ่งสหรัฐฯถล่มซีเรีย ก็จะยิ่งทำให้ราคาน้ำมันตลาดโลกเพิ่มขึ้น และจะกดดันเงินเฟ้อให้เพิ่มขึ้นได้อีก

                 คงต้องจับตากันอย่างไม่กระพริบว่า เงินเฟ้อปีนี้ จะต่ำกว่าเป้าหมาย หรือโตตามเป้าหมายของกระทรวงพาณิชย์ที่ 2.80-3.40% หรือไม่

                                                                                     
                                                                                      ฟันนี่เอส


                                                       5 ก.ย. 56

วันอังคารที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2556

การศึกษาไทยไม่พร้อมรับเออีซี













            มีโอกาสเข้าร่วมโครงการพัฒนาศักยภาพผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจระดับสูง (พศส.) ของสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ เมื่อวันที่ 3 ส.ค.ที่ผ่านมา ดร.เปรมประชา ศุภสมุทร นายกสภาสถาบันการอาชีวะศึกษาภาคตะวันออก และกรรมการกองทุนเงินให้กู้ยืมที่ผูกกับรายได้ในอนาคต (กรอ.) เป็นวิทยากรบรรยายหัวข้อ “ระบบการศึกษาไทยพร้อมหรือยังรับมือเออีซี”

          ทำให้เห็นภาพชัดว่า การศึกษาของไทยไม่พร้อมรับมือเออีซีแม้แต่น้อย ไม่ว่าจะเป็นด้านหลักสูตร คุณภาพบุคลากร หรือทักษะด้านภาษา

            ดร.เปรมประชา ฉายภาพให้เห็นว่า หลักสูตรของไทย ไม่ได้ทำให้เด็กไทยเก่งเท่าที่ควร เพราะความไม่ต่อเนื่องของหลักสูตร ที่ผู้กำหนดนโยบาย หรือรมว.ศึกษาธิการ มักเปลี่ยนตัวบ่อย  การวางนโยบายจึงไม่สอดคล้องต่อเนื่องกัน

          บางหลักสูตร ไม่เป็นที่ต้องการของตลาดแรงงาน หรือต้องการในปริมาณน้อย แต่กลับมีคนเรียนมาก เช่น ประเทศต้องการบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์ วิศวกรรม แพทย์ พยาบาล ช่าง แต่มหาวิทยาลัยส่วนใหญ่เน้นผลิตบุคลากรด้านสังคมศาสตร์ นิติศาสตร์ นิเทศศาสตร์ ฯลฯ แต่ละปีมีเด็กจบจำนวนมาก แต่งานน้อยกว่า

ส่งผลให้เกิดการว่างงาน หรือทำงานไม่ตรงกับที่เรียนมา เป็นการใช้ทรัพยากรไม่คุ้มค่า เพราะทรัพยากรที่รัฐจัดหามาให้เด็กเหล่านี้ได้เรียน หรือเงินที่รัฐอุดหนุนให้มหาวิทยาลัยสูญเปล่า และยังเกิดการขาดแคลนแรงงาน โดยเฉพาะแรงงานฝีมือ

และยิ่งถ้าเด็กที่เรียนจบมากู้ยืมเงินมาเรียน เช่น จากกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) หรือจาก กรอ. แล้วไม่มีงานทำ จะเกิดภาวะหนี้สินอีก















            ส่วนการเรียนภาษาอังกฤษของไทย ไม่ได้เน้นให้พูด ฟัง อ่าน และเขียน แต่เน้นให้เขียน อ่าน ฟัง และพูด เด็กไทยจึงไม่กล้าสื่อสารกับฝรั่ง และเมื่อไทยกำลังจะก้าวเข้าสู่การเป็นเออีซีในปี 58 หรือในอีก 2 ปีข้างหน้า สถาบันการศึกษาต่างๆ เพิ่งจะให้ความสำคัญกับการเรียนภาษาอังกฤษ จึงไม่ทันที่จะสร้างคนรองรับเออีซี








            ขณะที่โรงเรียนอาชีวะศึกษา ที่ผลิตแรงงานได้ตรงความต้องการของตลาด ก็ไม่ดึงดูดให้เด็กเข้าไปเรียน เพราะภาพลักษณ์นักเรียนตีกัน และค่านิยมที่ว่า เด็กอาชีวะมีศักดิ์ศรี เงินเดือน ความก้าวหน้าในหน้าที่การงานด้อยกว่าเด็กมหาวิทยาลัย

ดร.เปรมประชา เสนอทางออกว่า สถาบันการศึกษาต่างๆ ต้องกำหนดหลักสูตรให้ตรงกับความต้องการตลาด โดยร่วมกับบริษัทใหญ่ๆ วางหลักสูตรผลิตบุคลากรที่ขาดแคลน เมื่อเด็กเรียนจบก็มีงานทำ และบริษัทเหล่านั้นก็ไม่ขาดแคลนแรงงาน

ส่วนกระทรวงศึกษาธิการต้องเร่งประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์โรงเรียนอาชีวะ เพื่อดึงดูดให้เด็กๆ เข้าไปเรียนมากขึ้น ที่สำคัญต้องให้รู้ว่า เมื่อเรียนจบแล้วจะมีงานทำ และยังจะได้รับเงินเดือน และความก้าวหน้าทัดเทียมกับคนจบปริญญาตรี และถ้าเป็นไปได้ รัฐบาลน่าจะลงทุนทำโรงเรียนอาชีวะหลักสูตรอินเตอร์ เพื่อให้เด็กได้ทั้งทักษะฝีมือ และภาษาอังกฤษด้วย

ถ้าทำได้เช่นนี้ อย่าว่าแต่เออีซีเลย ทั้งโลกคนไทยก็สู้ได้แน่นอน!


ฟันนี่เอส


                                                                        8 ส.ค.56