วันอาทิตย์ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2554

เอ็นจีโออยู่ไหน?













                จนถึงวันนี้ สถานการณ์น้ำท่วมประเทศไทยยังไม่คลี่คลาย แต่กลับทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น เพราะพื้นที่ที่โดนน้ำท่วมขยายวงกว้างมากขึ้น ขณะพื้นที่ที่ถูกท่วมก่อนหน้าระดับน้ำยังไม่ลดลง หนำซ้ำกลับเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามปริมาณน้ำฝนที่ตกอย่างต่อเนื่อง

                ล่าสุดน้ำที่ถูกปล่อยมาจากเขื่อนในภาคเหนือ และภาคกลาง รวมกับปริมาณน้ำฝนได้ท่วมมาถึงปทุมธานี นนทบุรี และบางส่วนของกรุงเทพฯแล้ว ทำเอาผู้คนแตกตื่นแห่ซื้อเสบียงอาหารมากักตุนไว้ เพื่อเตรียมรับมือกับภัยน้ำท่วม

  ที่ยอดฮิตก็เช่นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป อาหารกระป๋อง และน้ำดื่ม  รวมถึงกระสอบทราย อิฐมอญ อิฐบล็อก เพื่อทำคันกั้นน้ำส่วนตัวหน้าบ้าน ส่งผลให้สินค้าเหล่านี้หายวับ และเกิดภาวะขาดแคลนทันที

    แต่กระทรวงพาณิชย์ ได้ขอความร่วมมือผู้ผลิตให้เพิ่มกำลังการผลิต และกระจายสินค้าไปยังช่องทางขายต่างๆ อย่างทั่วถึง ไม่ให้ขาดแคลน รวมถึงเตือนประชาชนอย่าตื่นซื้อสินค้ามากักตุนเกินความจำเป็น เพราะจะยิ่งทำให้สถานการณ์สินค้าปั่นป่วนมากขึ้นอีก

  น้ำท่วมครั้งนี้ นอกจากจะทำให้ชีวิต ทรัพย์สิน พื้นที่ทางการเกษตรเสียหายแล้ว ผลต่อเนื่องยังทำให้สภาพจิตใจ และร่างกายของผู้คนที่นั่งๆ นอนๆ อยู่กับน้ำเหี่ยวเฉาโรยราย เพราะไม่มีบ้านอยู่ ไม่มีอาหารการกิน ไม่มีห้องน้ำ ที่สำคัญไม่มีอาชีพ และไม่มีรายได้





   อย่างชีวิตแรงงาน และเจ้าของโรงงานในนิคมอุตสาหกรรมในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่ถูกน้ำท่วมเกือบถึงหลังคาจนต้องปิดโรงงานหนีตายกันอลหม่าน เครื่องจักร คอมพิวเตอร์ เครื่องไม้เครื่องมือในการผลิตสินค้าเสียหายหมด ยังไม่รู้จะหันหน้าไปพึ่งใคร!!

  ความเสียหายครั้งนี้ ประเมินว่าจะทำให้เศรษฐกิจไทยเสียหาย 60,000-90,000 ล้านบาท หรือทำให้อัตราการขายตัวลดลง 0.6-0.9% มูลค่าการส่งออกหายไป 0.4% หรือขยายตัวได้ประมาณ 20% จากเดิมที่น่าจะโตได้ถึง 25%

  รัฐบาลคาดใช้เงินฟื้นฟูเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบให้กลับมาเหมือนเดิมไม่ต่ำกว่า 100,000 ล้านบาท แต่เบื้องต้นจะใช้งบกลางรายการสำรองฉุกเฉิน 2,000 ล้านบาทแก้ปัญหาเฉพาะหน้าก่อน

  แต่อย่างหนึ่งที่รัฐบาลต้องไม่ลืมคือ การแก้ปัญหา และบริหารจัดการน้ำของประเทศในระยะยาว เพื่อให้เกิดความมั่นคงว่าประเทศจะไม่เกิดเหตุเช่นนี้ขึ้นอีก และไม่เกิดภัยแล้งด้วย

  แม้น้ำท่วมจะทิ้งปัญหา และความบอบช้ำมากมายให้กับผู้คน แต่ยังได้เห็นน้ำใจคนไทยในยามทุกข์ยากที่ไม่เคยทิ้งกัน มีการเร่งระดมสรรพกำลังเข้าไปช่วยเหลือ มีการรับบริจาคสิ่งของ อาหาร ฯลฯ ไม่เว้นกระทั่งแรงกายช่วยเหลือเต็มกำลัง ทำให้คนที่ระทมทุกข์ได้มีความสุขบ้างชั่วครั้งชั่วคราว





   มาถึงตรงนี้ “ฟันนี่เอส” อยากถามดังๆ ไปถึงกลุ่มคนที่เรียกตัวเองว่า “NGOs” ที่คอยคัดค้านขัดขวางสังคมว่า ตอนนี้อยู่ที่ไหน ช่วยเหลือชาวบ้านที่เดือดร้อนบ้างหรือยัง แม้ “ฟันนี่เอส” จะเห็นด้วยว่า การสร้างเขื่อนเป็นการทำลายพันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ และสิ่งแวดล้อม

  แต่การปล่อยให้น้ำท่วมทำลายเผ่าพันธุ์มนุษย์นั้นสมควรหรือไม่?
                   

                                       ฟันนี่เอส

                                            13 ต.ค. 54

วันพฤหัสบดีที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2554

เปิดเสรีประกันภัย : คิดให้ดีกว่านี้





              ยอมรับตามตรงว่า การที่นายพฤฒิชัย วิริยะโรจน์ ผู้แทนทางการค้าไทย (ทีทีอาร์) ลั่นวาจาจะเสนอให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี พิจารณาเปิดเสรีธุรกิจประกันภัยในประเทศไทย หากสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ไม่มีคำตอบภายในวันที่ 17 ต.ค.นี้ ว่าบังคับให้บริษัทประกันชีวิตลดค่าเบี้ยประกันชีวิตลงมาได้นั้น




  เป็นสิ่งที่น่าหวั่นเกรงอย่างยิ่งสำหรับวงการธุรกิจประกันของไทย!!

             เพราะการเปิดเสรี ที่หมายถึงการอนุญาตให้ผู้ประกอบการธุรกิจประกันภัยต่างประเทศ ที่มีเงินทุนหนา และองค์ความรู้ที่ก้าวหน้า ล้ำสมัย เข้ามาทำธุรกิจแข่งขันกับคนไทย ทั้งที่ยังไม่มีความพร้อมในการแข่งขัน เพราะขาดทั้งเงินทุน และเทคโนโลยี  จะนำมาซึ่งความเสียเปรียบอย่างมาก

              ลำพังการแข่งขันกับคนไทยด้วยกันเองยังแย่ มีหลายบริษัทที่ยังลุ่มๆ ดอนๆ ถ้ายิ่งมาแข่งกับบริษัทต่างชาติ ก็อาจถึงขั้นกิจการล้มละลายแบบตายไม่ได้เกิดใหม่แน่นอน

              เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องอ่อนไหวมากสำหรับประเทศไทย ซึ่งคนในวงการประกันภัย รวมถึงข้าราชการที่เป็นนักเจรจาต่อรองต่างรู้ดีอยู่แก่ใจ เพราะในการเปิดการค้าเสรีกรอบต่างๆ ประเทศคู่เจรจาต่างรุกหนักให้ไทยเปิดเสรีธุรกิจการเงิน-ประกันภัย

  เนื่องจากเห็นถึงความอ่อนแอของผู้ประกอบการไทย และเห็นถึงความแข็งแกร่งของเขาที่จะเข้ามาตักตวงผลประโยชน์จากไทยนั่นเอง ดังนั้น นักเจรจาจึงพยายามปกป้องเอาไว้ให้ได้นานที่สุด เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยปรับตัวให้แข็งแกร่งขึ้น




  ฟันนี่เอส เข้าใจถึงเจตนาดีของรัฐบาล ที่จะทำให้บริษัทประกันลดเบี้ยประกันชีวิตลง เพื่อดึงดูดให้คนไทยทำประกันชีวิตไว้เป็นหลักประกันในอนาคตให้มากขึ้น เพราะทราบมาว่า เบี้ยประกันของไทยสูงมาก และในจำนวนนี้กว่า 50% เป็นค่าคอมมิชชันของตัวแทน นายหน้า

  แต่การเปิดเสรีไม่ใช่ทางออกที่ดีของปัญหานี้!!

  ในฐานะที่ ฟันนี่เอส เป็นผู้บริโภคคนหนึ่ง ย่อมเห็นด้วยกับรัฐบาลที่จะลดเบี้ยประกันชีวิตลง เพราะชอบของถูก

   แต่ถ้าบริษัทประกันยอมลดเบี้ยลงจริง ก็ต้องหาทางออกในการป้องกันความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น ด้วยการลดความคุ้มครอง ที่ให้กับผู้เอาประกันลงแน่นอน ถ้าเบี้ยยิ่งถูก ความคุ้มครองก็จะยิ่งลดลงมาก

  เพราะเบี้ยประกันในแต่ละผลิตภัณฑ์ บริษัทคิดแล้วคิดอีกว่าต้องคุ้มค่า ทั้งกับผู้เอาประกัน และตัวบริษัทเอง ขึ้นชื่อว่านักธุรกิจไม่ยอมขาดทุนแน่นอน แล้วอย่างนี้ประโยชน์จะเกิดขึ้นกับประชาชนจริงหรือ?

              จึงขอฝากให้ทั้ง 3 ฝ่าย คือ รัฐบาล คปภ. และบริษัท ช่วยกันคิดหาวิธีช่วยเหลือประชาชนอย่างประนีประนอม ไม่ใช่หักดิบ ที่รังแต่จะไม่เกิดประโยชน์กับใครแบบนี้เลย

              
                                             ฟันนี่เอส
                                                                 
                                                                             6 ต.ค. 54
                                                             

วันพุธที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2554

เบื่อน้ำท่วม-แล้งซ้ำซาก!









            หลายเดือนแล้วที่คนไทยต้องทนทรมานนั่งๆ นอนๆ อยู่กับน้ำ ไม่ว่าจะหันไปทางไหนก็มีแต่น้ำ... น้ำดีบ้าง น้ำเน่าบ้าง จนเผลอนึกไปโลกเราเข้าสู่ยุค “Water World” ไปซะแล้ว

           จุดเริ่มต้นของน้ำท่วมขณะนี้ มาจากพายุโซนร้อนนกเตน เมื่อวันที่ 25 ก.ค.54 จากนั้นมีพายุฝนค้าคะนองมาเป็นระยะๆ ผสมกับน้ำที่ไหล่บ่ามาจากภาคเหนือ และน้ำทะเลหนุน จึงเกิดท่วมอย่างต่อเนื่อง

  ล่าสุดเมื่อวันที่ 21 ก.ย.54 กรมบรรเทาสาธารณภัย สรุปพื้นที่เสียหายจากภัยน้ำท่วมแล้ว 1,243 ตำบล 165 อำเภอ 24 จังหวัด ไล่เรียงมาตั้งแต่ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ยันภาคกลาง






          มีครัวเรือนได้รับผลกระทบแล้ว 588,347 ครัวเรือน หรือ 1.92 ล้านคน พื้นที่เกษตรเสียหาย 4.2 ล้านไร่ บ่อปลา 54,852 บ่อ/กระชัง ปศุสัตว์ 3.95 ล้านตัว ถนน 9,406 สาย ท่อระบายน้ำ 1,028 แห่ง ฝาย 966 แห่ง สะพาน/คอสะพาน 590 แห่ง

          และจากการประเมินของศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย พบว่า ผลกระทบจากอิทธิพลพายุโซนร้อยนกเตนจนถึงปัจจุบัน สร้างความเสียหายแล้ว 32,419.30 ล้านบาท โดยเป็นความเสียหายของพืชมากที่สุดถึง 16,037.70 ล้านบาท






 รองลงมาเป็นความเสียหายของสิ่งสาธารณ 5,872.20 ล้านบาท, การค้า 4,716.10 ล้านบาท, บ้านเรือน 1,820.30 ล้านบาท, ประมง 1,455.10 ล้านบาท, ปศุสัตว์ 1,153.90 ล้านบาท, ท่องเที่ยว 648 ล้านบาท, อุตสาหกรรม391.8 ล้านบาท และอื่นๆ 324.1 ล้านบาท

 เมื่อรวมผลกระทบจากภัยน้ำท่วมใหญ่ภาคใต้เดือนเม.ย.-พ.ค.54ที่มีมูลค่าความเสียหาย 26,075.3 ล้านบาท ทำให้ประเทศเสียหายแล้ว 58,494.6 ล้านบาท มีผลให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยลดลง 0.5-0.7 %

           คาดว่า ความเสียหายจะเพิ่มขึ้นอีก หากฝนยังไม่หยุดตก และน้ำท่วมลามถึงกรุงเทพฯ และปริมณฑล ส่วนในอนาคต ความเสียหายจากภัยธรรมชาติที่ไทยต้องเผชิญอาจสูงถึงปีละ 50,000-100,000 ล้านบาท และรัฐต้องทุ่มงบประมาณมหาศาลในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าอย่างไม่รู้จบ

           ฟันนี่เอส จึงเรียกร้องให้รัฐบาลให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้งในประเทศด้วย อย่าทุ่มเทสรรพกำลังทั้งหมดแก้ปัญหาปากท้องประชาชนเพียงอย่างเดียว!!

           เพราะประชาชนส่วนใหญ่เป็นเกษตรกร เรื่องภัยธรรมชาติ และความสมบูรณ์ของน้ำ จึงจำเป็นที่สุด หากน้ำท่วม หรือน้ำแล้งต่อเนื่องยาวนาน ผลผลิตจะเสียหาย ไม่ว่ารัฐบาลจะอัดฉีดเงินเข้าระบบ กระตุ้นกำลังซื้อในประเทศอย่างไร หรือเพิ่มราคารับจำนำสินค้าเกษตรสูงเพียงใด ถ้าเกษตรกรไม่มีผลผลิตเข้าร่วมโครงการ ก็ไม่มีประโยชน์ เมื่อขายของไม่ได้ ไม่มีเงิน ก็ไม่ซื้อสินค้า ทำให้การกระตุ้นกำลังซื้อในประเทศไม่เป็นผล

           ถึงเวลาแล้ว ที่รัฐบาลต้องเร่งพัฒนาลุ่มน้ำ 25 แห่ง และพัฒนาระบบชลประทาน ที่เป็นประโยชน์กับประเทศในระยะยาว

          การทำงานเอาหน้า ที่เห็นผลในระยะสั้นๆ ขอให้เพลาๆ ลงบ้างเถอะ



                                                  ฟันนี่เอส


                                                29 ก.ย. 54

วันพฤหัสบดีที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2554

บ้านหลังแรก...มาแล้ว



            รัฐบาลชุดนี้มีเรื่องเซอร์ไพรส์ประชาชนได้ทุกสัปดาห์จริงๆ สัปดาห์ก่อนก็ รถยนต์คันแรกที่ยังเป็นทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์อยู่อย่างต่อเนื่อง มาสัปดาห์นี้ คณะรัฐมนตรี ก็อนุมัติโครงการ บ้านหลังแรกอีกแล้ว

ต้องถือว่า เป็นความพยายามทำตามนโยบายที่ได้หาเสียงไว้ และเป็นประโยชน์กับผู้ที่มีรายได้น้อย และยังไม่เคยมีที่อยู่อาศัยของตนเอง ให้มีเป็นของตนเองได้เสียที




เพราะจะสามารถนำค่าใช้จ่ายในการซื้ออสังหาริมทรัพย์ ที่เป็นอาคารพร้อมที่ดิน หรือห้องชุดในอาคาร เพื่อเป็นที่อยู่อาศัย มาหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสูงถึง 10% ของราคาอสังหาริมทรัพย์ เท่ากับเป็นการประหยัดเงินที่จะต้องจ่ายซื้อบ้านถึง 10%

            และยังเป็นการกระตุ้นธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ให้กลับมาคึกคักได้อีกครั้ง โดยเฉพาะบ้านเดี่ยว ทาวน์เฮาส์ ทาวน์โฮม อาคารชุด ที่มีราคาไม่เกิน 5 ล้านบาท ทั้งในใจกลางเมือง และนอกเมือง รวมถึงกระตุ้นสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ให้มีการปล่อยกู้ซื้อที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้นด้วย

             โดยประชาชนที่ซื้อที่อยู่อาศัย จะได้รับการลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสูงสุดไม่เกิน 500,000 บาท หากซื้อบ้านไม่เกิน 5 ล้านบาท แต่หากซื้อบ้านราคา 4 ล้านบาท ก็จะได้รับการลดหย่อนภาษี 400,000 บาท หรือถ้าบ้านราคา 1 ล้านบาท ก็จะได้รับลดหย่อน 100,000 บาท

 ในการลดหย่อนภาษีนั้น จะได้รับเท่าๆ กันในแต่ละปี เป็นเวลา 5 ปีภาษีต่อเนื่อง แต่รวมกันแล้วไม่เกิน 500,000 บาท โดยต้องจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้แล้วเสร็จตั้งแต่วันที่ 21 ก.ย.54-31ธ.ค.55  ซึ่งหากโอนกรรมสิทธิ์ภายในปี 54 จะได้รับการลดหย่อนในรอบการยื่นแบบภาษีปี 55 แต่ถ้าโอนภายในสิ้นปี 55 จะได้รับการลดหย่อนในรอบการยื่นภาษีปี 56




 แต่มีเงื่อนไขว่า ผู้ซื้อต้องมีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ที่ซื้อเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 5 ปีนับแต่วันที่จดทะเบียนโอน

             ที่สำคัญ ผู้ที่มีสิทธิจะได้รับการลดหย่อนภาษีนั้น จะต้องเป็นผู้มีเงินได้ที่เสียภาษีอยู่ก่อนแล้ว หากมีเงินได้แต่ยังไม่ถึงเกณฑ์ที่ต้องเสียภาษี ก็ อด ไป

 โครงการนี้ ได้ใจคนที่อยากมีบ้านหลังแรกเป็นของตนเองแบบเต็มๆ แม้ทำให้รัฐต้องสูญเสียรายได้ประมาณ 1,700 ล้านบาท เพราะเหมือนมีส่วนลดจากรัฐบาล แม้ไม่ได้คืนทันทีเป็นเงินก้อนภายใน 1 ปีก็ตาม

 แต่ถ้าจะให้ดีมากกว่านี้อีกหลายเท่า รัฐบาลน่าจะหามาตรการลดดอกเบี้ยเงินกู้ที่อยู่อาศัยให้ประชาชนด้วยจะเป็นพระคุณอย่างยิ่ง

 เพราะปัจจุบัน ดอกเบี้ยเงินกู้ปรับขึ้นมาอย่างต่อเนื่องเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 7-8% แล้ว จากนโยบายขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของแบงก์ชาติ เพื่อสกัดเงินเฟ้อ จนตอนนี้ ชาวบ้านจะกระอักเลือดตาย เพราะหาได้เท่าไรก็ต้องใช้หนี้ธนาคารหมด

 อีกอย่างอย่ามองข้ามการเก็งกำไรในภาคอสังหาริมทรัพย์ ที่อาจเกิดขึ้นจากโครงการนี้ด้วย!!


ฟันนี่เอส

                                                             22 ก.ย. 54

วันเสาร์ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2554

เครียด...ลดภาษีรถคันแรก






              คนไทยเฮลั่นสนั่นกันอีกครั้ง หลังจากรัฐบาลปู 1 ของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ไฟเขียวผ่านฉลุยมาตรการคืนภาษีไม่เกิน 100,000 บาทให้กับผู้ซื้อรถยนต์คันแรก ดีเดย์ 16 ก.ย.54-31ธ.ค.55

              เพราะทำให้คนที่อยากจะซื้อรถยนต์คันแรกได้ประโยชน์จากการคืนภาษีไปเต็มๆ และทำให้ตัดสินใจซื้อได้เร็วขึ้น และง่ายขึ้น หลังจากที่คนไทยต้องแบกรับภาระการเสียภาษีสรรพสามิตจากการซื้อรถยนต์บานตะไท





              มาตรการนี้ เสียงส่วนใหญ่บอกว่า จะเกิดประโยชน์มากมายกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง รวมถึงจะช่วยกระตุ้นให้เศรษฐกิจในประเทศเติบโตได้ด้วย

              โดยจะทำให้ยอดขายรถเพิ่มขึ้นได้ไม่ต่ำกว่า 500,000 คันจากฐานยอดขายปกติปีละไม่ต่ำกว่า 900,000 คัน หรือรวมเป็นกว่า 1.4 ล้านคัน  ส่งผลต่อเนื่องให้ให้ผู้ผลิตชิ้นส่วน และอะไหล่ยานยนต์ ผลิตสินค้า และขายได้มากขึ้นตามไปด้วย

  ทำให้ผู้ประกอบการเหล่านี้ร่ำรวยขึ้น และอาจจะจ้างงานเพิ่มขึ้น หรือเพิ่มค่าจ้างให้กับแรงงานในบริษัท ทำให้คนเหล่านี้มีเงินซื้อสินค้ามากขึ้น ส่งผลให้ผู้ผลิต ผู้ขายสินค้า ขายของได้มากขึ้น มีกำไรมากขึ้น มีเงินใช้จ่ายหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไปเรื่อยๆ อย่างไม่รู้จบ

  อีกทั้งยังทำให้ชาวสวนยางมีรายได้มากขึ้น จากการขายยางเพื่อทำยางรถยนต์ได้เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกัน รัฐบาลจัดเก็บภาษีรายได้เพิ่มขึ้น และบริษัทขายน้ำมันมียอดขายเพิ่มขึ้น และมีผลกำไรอู้ฟู่

  ถือเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในได้เป็นอย่างดี!!

  แต่การมองมุมต่าง จะเห็นว่า การมีรถยนต์เป็นภาระหนักของผู้เป็นเจ้าของ โดยเฉพาะในยามที่ราคาน้ำมันแพงขึ้นเรื่อยๆ อย่างไม่รู้จบ และยังทำให้ไทยต้องนำเข้าน้ำมันเพิ่มมหาศาล จนอาจขาดดุลการค้า สวนทางกับความพยายามประหยัดพลังงาน และลดการใช้น้ำมันของประเทศ




  นอกจากนี้ ยังทำให้เกิดปัญหารถติดเป็นบ้าเป็นหลังในกรุงเทพฯ เพราะถนนที่มีจำกัด ส่งผลร้ายให้คนกรุงเกิดภาวะเครียด เกิดมลภาวะเป็นพิษมากขึ้น และสุขภาพเสีย!!

  เข้าใจว่ามาตรการนี้เป็นการทำตามนโยบายที่ได้หาเสียงไว้ เป็นการเอาใจคนกลุ่มหนึ่งที่ได้รับประโยชน์ ซึ่งมีไม่มากนักในประเทศนี้





  แต่รัฐบาลควรมองถึงปัญหาที่จะตามมาด้วย เพราะสำหรับคนไทย ปัญหารถติดเป็นเรื่องใหญ่ ที่ไม่สามารถแก้ไขได้ ที่สำคัญ รัฐบาลควรมีนโยบายพัฒนาระบบการโดยสารสาธารณะ เพื่อให้ประชาชนส่วนใหญ่ใช้บริการได้อย่างทั่วถึง

  และเพื่อลดความเครียด ของคนส่วนใหญ่ที่ไม่ได้ประโยชน์จากมาตรการนี้ แต่จะต้องนั่งหายใจทิ้งหลายชั่วโมงบนถนนที่มีแต่รถติด เพราะคนที่ได้ประโยชน์


                     ฟันนี่เอส

                        15 ก.ย. 54

วันอาทิตย์ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2554

เวรกรรมผู้บริโภค!

 
                                                      
              วันนี้ เชื่อแน่ว่าผู้บริโภคผิดหวังอย่างแรงกับการลดราคาสินค้าของผู้ผลิต หลังจากรัฐบาลงดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมัน จนมีผลให้ราคาน้ำมันลดลง และต้นทุนค่าขนส่งลดลงตามมา
  เพราะผู้บริโภคต่างเชื่อตามที่รัฐบาลประโคมข่าวเสียใหญ่โตว่า เมื่อรัฐบาลทำให้ราคาน้ำมันลดลงได้แล้ว ราคาสินค้าก็ต้องลดลงตาม
  แต่เอาเข้าจริง มีเพียง 5 รายการเท่านั้น ที่สามารถสนองนโยบายรัฐบาลในการลดค่าครองชีพประชาชนได้ ซึ่งได้แก่ ปูนซีเมนต์ กระเบื้องมุงหลังคา ปุ๋ยเคมี เครื่องปั๊มน้ำ และแป้งสาลี
              ส่วนสินค้าจำเป็นต่อการครองชีพในชีวิตประจำวัน เช่น ผงชักฟอก สบู่ ยาสีฟัน และอาหารและเครื่องดื่ม เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋อง ยังไม่สามารถลดราคาลงได้ทันที
              ทั้งๆ ที่เป็นกลุ่มที่ผู้บริโภคต้องการให้ลดราคาลงมากที่สุด!! เพราะต้องกินต้องใช้ทุกวัน
              โดยผู้ผลิตอ้างว่า ทำสัญญาว่าจ้างการขนส่งกับผู้ประกอบการขนส่งล่วงหน้าถึงสิ้นปีไปแล้ว โดยคิดต้นทุนน้ำมันดีเซลที่ลิตรละ 30 บาท แม้ตอนนี้ ดีเซลจะลดลงลิตรละ 3 บาท  แต่สัญญาที่ทำล่วงหน้าไว้แล้ว แก้ไขไม่ได้ ผู้ผลิตต้องจำใจจ่ายตามราคาเดิม
              ถ้ายอมลดราคาลงตามนโยบายรัฐบาล จะต้องขาดทุน แต่จะยอมตรึงราคาขายไปจนถึงสิ้นปีนี้ หลังจากนั้น อาจปรับลดราคาลงได้ ซึ่งเหตุผลนี้น่าจะพอรับฟังได้
              แต่อีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ลดราคาขายไม่ได้ทันที เพราะผู้ผลิตมีต้นทุนแฝง ที่ผู้บริโภคไม่น่าจะเคยคิดถึงมาก่อน และเป็นเหตุผลที่ไม่น่าจะรับฟังได้เลยด้วยซ้ำ
              นั่นคือ ต้นทุนจากการจ่ายส่วยทางหลวงเดือนละหลายแสนบาท เพื่อแลกสติกเกอร์ติดหน้ารถบรรทุกบอกให้รู้ว่า รถคันนี้จ่ายส่วยแล้ว ห้ามแตะต้องเด็ดขาด
              ซึ่งต้นทุนนี้เอง ที่ผู้ประกอบการขนส่งผลักภาระมาให้ผู้ผลิตสินค้า และผู้ผลิตสินค้าก็ผลักภาระอีกทอดหนึ่งมาให้ผู้บริโภครับผิดชอบเองทั้งหมด
              ผู้บริโภคเคยรู้มาก่อนหรือไม่ว่าเงินที่จ่ายซื้อสินค้านั้น ส่วนหนึ่งได้จ่ายเป็นค่าส่วยเพื่อให้เจ้าหน้าที่บางกลุ่ม บางคนเสวยสุข ทั้งที่เรายังปากกัดตีนถีบอยู่เลย
              เท่าที่จำความได้ ส่วยทางหลวง เกาะกินสังคมไทยมานานแสนนานแล้ว เพราะผู้รับผิดชอบโดยตรงแกล้งมองไม่เห็น ปล่อยให้เกิดเรื่องแบบนี้ตลอดเวลา อาจเป็นเพราะได้รับส่วนแบ่งด้วย หรือไม่อยากล้ำเส้นคนรับผิดชอบโดยตรง และคงไม่มีหนทางแก้ไขให้เบาบางลง หรือหมดไปได้แน่
             ดังนั้น ผู้บริโภคไทยต้องทำใจ และยอมรับสภาพจ่ายให้กับคนกลุ่มนี้ชั่วกัปป์ชั่วกัลป์!! อย่าได้พยายามวิงวอนขอให้ใครหน้าไหนแก้ปัญหาเลย เพราะหากมีคนจริงใจคิดจะแก้ปัญหาจริง ก็คงแก้ไขไปนานแล้ว ไม่ปล่อยให้พฤติกรรมอุบาทว์ประจานตัวเองอยู่อย่างนี้หรอก
              เฮ้อ! เวรกรรมของผู้บริโภคไทยจริง จริ๊ง....
                 ฟันนี่เอส
                      8 ก.ย.54

วันพฤหัสบดีที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2554

ถึงคิวฆ่า...ของเก่า




           
            ถึงเวลาโละทิ้งอีกแล้ว! ก็โครงการของรัฐบาลชุดก่อนที่ไม่ประสบความสำเร็จ หรือจะเรียกว่า “ล้มเหลว” ก็คงไม่ผิดนัก

      อย่างล่าสุด ก็น่าจะเป็นโครงการส่งเสริมการใช้ปุ๋ยเพื่อลดต้นทุนการผลิตเกษตรกร หรือโครงการปุ๋ยลดต้นทุน ที่รัฐบาลก่อนภูมิใจนำเสนอนั่นไง!


            โดยเมื่อต้นสัปดาห์นี้เอง นายพรศักดิ์ เจริญประเสริฐ รมช.เกษตรและสหกรณ์ พูดแล้วว่า จะเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ยกเลิกโครงการปุ๋ยลดต้นทุน เพราะรัฐบาลมีโครงการรับจำนำสินค้าเกษตร และโครงการบัตรเครดิตเกษตรกร ที่สามารถนำไปซื้อปัจจัยการผลิตได้อยู่แล้ว ดังนั้น โครงการนี้จึงไม่มีจำเป็นอีกต่อไป

             นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยังสำทับให้เห็นถึงจุดอ่อนของโครงการนี้อีกว่า ตั้งแต่เริ่มต้นเมื่อวันที่ 1 มิ.ย.54 จนถึงปัจจุบัน มีเกษตรกรไม่ถึง 10,000 ราย ที่ได้รับเงินชดเชยราคาปุ๋ยไปแล้วแค่ 3 ล้านบาทเท่านั้นเอง






     จากที่รัฐบาลก่อนตั้งเป้าหมายเกษตรกรไว้ที่ 4.7 ล้านราย และตั้งวงเงินชดเชยไว้สูงถึง 3,450 ล้านบาท

     สาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกษตรกรได้รับประโยชน์น้อย เพราะต้องผ่านการตรวจวิเคราะห์ดินในพื้นที่เพาะปลูกจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เสียก่อน อีกทั้งยังมีปัญหากรมพัฒนาที่ดิน พยายามจะแย่งงานการตรวจวิเคราะห์ดินไปทำเสียเอง เพื่อหวังดึงงบประมาณการตรวจวิเคราะห์ 63 ล้านบาทมาใช้

   จึงเกิดความล่าช้าในการตรวจวิเคราะห์ดิน กว่าผลจะออกมา ก็กลัวไม่ทันกิน ไม่ทันฤดูกาลเพาะปลูก เกษตรกรจำเป็นต้องซื้อปุ๋ยมาใช้ก่อน ทำให้ไม่ได้รับเงินชดเชยจากรัฐบาลแม้แต่สตางค์เดียว






          รัฐบาลก่อนอุตส่าห์วาดฝันไว้สวยหรูว่า จะช่วยแก้ปัญหาปุ๋ยราคาแพงให้เกษตรกร และจะช่วยลดต้นทุนค่าปุ๋ยให้กิโลกรัมละ 1.50 บาทจากราคาเต็ม เกษตรกรได้ใช้ปุ๋ยในปริมาณที่พอเหมาะ ไม่มากเกินจำเป็นเหมือนที่ใช้กันอยู่ทุกวันนี้ และยังใช้ปุ๋ยได้เหมาะสมกับชนิดพืชที่เพาะปลูก และชนิดของดิน โดยอิงตามค่าวิเคราะห์ดิน

   แต่เมื่อนำมาปฏิบัติจริง กลับเหลวไม่เป็นท่า เกษตรกรแทบไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย!!

   ที่สำคัญ เมื่อเกิดปัญหาขึ้น กลับไม่มีใครคิดแก้ไข ปล่อยตามยถากรรม เพราะเริ่มโครงการได้ไม่นาน รัฐบาลก่อนก็ประกาศยุบสภา จากนั้น แต่ละพรรคการเมือง รวมถึงข้าราชการ เกิดอาการไม่อยากทำอะไรกันแล้ว เอาเวลาไปหาเสียงหลอกล่อประชาชนให้เลือกพรรคตนเองดีกว่า

   จึงทำให้โครงการนี้ไปไม่ถึงฝั่งฝัน เมื่อมีรัฐบาลใหม่ก็เป็นธรรมดาที่มีแนวโน้มจะยกเลิก ด้วยความที่ไม่ใช่โครงการที่ตนเองคิดขึ้นมา และไม่รู้ว่าจะทำต่อไปทำไม หากยังขืนทำแล้วเกิดสำเร็จขึ้นมา ก็จะกลายเป็นความสำเร็จของรัฐบาลก่อนไป ไม่ใช่ความสำเร็จของรัฐบาลนี้นั่นเอง







   จากนี้ก็ต้องจับตากันล่ะว่า รัฐบาลใหม่นี้จะยกเลิกโครงการนี้จริงหรือไม่ แล้วโครงการบัตรเครดิตเกษตรกร ของพรรคเพื่อไทย จะทำแล้วสำเร็จตามเป้าหมายหรือไม่

   ถึงตอนนี้ รัฐบาลจะทำอะไรก็แล้วแต่ เพียงแต่ขอให้ทำอย่างจริงจัง จริงใจ เพื่อให้คนไทย เกษตรกรไทยอยู่ดีมีสุข อย่าหวังทำแบบฉาบฉวย มีคนได้ประโยชน์ไม่กี่คนเลย เพราะจะเสียงบประมาณเปล่าๆ

        ฟันนี่เอส


                                                      1 ก.ย. 54