วันอังคารที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

ขายข้าวรัฐโปร่งใส


                                                         











            ตอนนี้ แผนการระบายข้าวในสต๊อกรัฐบาลมีความชัดเจนมากขึ้น หลังจาก นางดวงพร รอดพยาธิ์ที่ปรึกษากระทรวงพาณิชย์ ได้รับการแต่งตั้งจาก นางสาวชุติมา บุณยประภัศรปลัดกระทรวงพาณิชย์คนใหม่ ให้เป็น รักษาการอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ

             เพียงไม่กี่วันให้หลัง รักษาอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เริ่มเปิดหน้าชี้แจงการบริหารจัดการข้าวในสต๊อกรัฐบาล ที่มีราว 18 ล้านตันข้าวสารทันที

            เพราะขณะนี้เกิดความสับสน และสังคมใคร่รู้มากว่า ข้าวสารมากขนาดนั้น กระทรวงพาณิชย์จะบริหารจัดการอย่างไรให้โปร่งใส เปิดเผยมากที่สุด และสามารถตรวจสอบได้ในทุกขั้นตอนดำเนินการ

            ซึ่งนับจากนี้ การระบายข้าวในสต๊อก ยังคงใช้วิธีการเดิม ทั้งการประมูลเป็นการทั่วไป การประมูลผ่านตลาดซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้าแห่งประเทศไทย (เอเฟต) การให้ผู้ส่งออกที่มีคำสั่งซื้อจากต่างประเทศ ขอซื้อมายังกรมฯได้โดยตรง การขายแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) และการขายหรือบริจาคให้องค์กรต่างๆ











                 คาดจะระบายได้ตั้งแต่เดือนส.ค.นี้เป็นต้นไป ไม่ต้องรอให้ตรวจสอบสต๊อกเสร็จสิ้นก่อน เพราะการตรวจสอบขณะนี้ ทราบถึงปริมาณข้าวดี ข้าวเสื่อม และความมีอยู่จริงของข้าว ทำให้วางแผนการระบายได้แล้ว

              แม้วิธีการระบายยังเหมือนเดิม แต่ความต่างจากที่ผ่านๆ มาอยู่ตรงที่ นับจากนี้ จะไม่มี เงินทอนอีกแล้ว!!

             นางดวงพรขยายความว่า คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ย้ำนักหนาว่า การขายข้าวนับจากนี้ไป อย่าให้มีเงินทอนเหลือให้ผู้ซื้อไปจ่ายให้คนอื่น ผู้ซื้อเสนอราคาเต็มๆ ได้เลย เงินจะได้เข้ารัฐเต็มจำนวน ไม่รั่วไหลเข้ากระเป๋าใคร







              ที่สำคัญ ตนทำงานอย่างตรงไปตรงมามาโดยตลอด การทำอะไรแบบลับๆ หรือทำแบบไม่โปร่งใส ทำไม่เป็น แม้จะรับราชการที่กองข้าว กรมการค้าต่างประเทศ มาเกือบ 20 ปีก็ตาม

              ส่วนการขายจีทูจี แบบหน้าคลังสินค้า (เอ็กซ์ แวร์เฮาส์) ที่เปิดช่องให้ทุจริต เอาข้าวไปเวียนขายในประเทศแทนการส่งออกนั้น นางดวงพร ระบุว่า สามารถขายได้ แต่ผู้ซื้อ ต้องส่งออกข้าวออกจากประเทศไทยเท่านั้น โดยนำใบส่งออกมาแสดงต่อกรมฯเป็นหลักฐานว่าส่งออกจริง ไม่สามารถเอามาขายในประเทศได้

             อย่างไรก็ตาม การขายข้าวครั้งนี้ ไม่จำเป็นต้องเร่งขาย ในแต่ละเดือนตั้งเป้าขายให้ได้ 500,000-600,000 ตัน เพื่อไม่ให้ปริมาณข้าวเข้าสู่ตลาดมากเกินไป จนกดให้ราคาข้าวในประเทศตกต่ำ คาดว่า จะใช้เวลาราว 3 ปีจึงจะระบายสต๊อกออกหมด!!

             ”นางดวงพรยอมรับว่า แม้สต๊อกข้าวจะมีมาก แต่ไม่ใช่เรื่องหนักใจ เพราะขณะนี้ ความต้องการซื้อมีมาก และหลายประเทศติดต่อขอซื้อแบบจีทูจีเข้ามาแล้ว

             ไม่หนักใจว่าข้าว 18 ล้านตันจะขายยาก หรือเป็นภาระในการบริหารจัดการ แต่อาจกลายเป็นทรัพย์สินอันมีค่า เพราะคาดว่า ใน 6 เดือนหลังของปีนี้ หลายประเทศจะขาดข้าว ผู้ผลิตหลายประเทศผลผลิตข้าวอาจลดลงจากปัญหาภัยแล้ง ขณะที่อินเดีย ชะลอการส่งออก จึงเป็นโอกาสของไทยที่จะระบายสต๊อก และทวงส่วนแบ่งตลาดข้าวที่เสียไปให้กับคู่แข่งกลับคืนมา

            ย้ำกันชัดๆ หนักๆ แบบนี้ เชื่อขนมกินได้เลยว่า การขายข้าวยุค คสช.จะโปร่งใส ตรวจสอบได้แน่นอน!!



                                                                                       ฟันนี่เอส


                                                17 ก.ค. 57

วันพฤหัสบดีที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

สหรัฐฯยังไม่แบนสินค้าไทย











            ก่อนอื่นต้องขอแก้ไขเนื้อหาคอลัมน์เมื่อวันที่ 3 ก.ค.57 ที่เขียนถึงการบริหารจัดการสินค้าที่ใช้ได้สองทาง ที่กรมการค้าต่างประเทศ อยู่ระหว่างร่างประกาศกระทรวงพาณิชย์ โดยอาศัยอำนาจตามพ.ร.บ.การส่งออกไปนอกฯ กำหนดให้สินค้าที่ใช้ได้สองทาง ต้องขออนุญาตส่งออก

                 ขอย้ำว่า การร่างประกาศดังกล่าว เพื่อบริหารจัดการเฉพาะการส่งออกสินค้าที่ใช้ได้สองทาง ไม่ใช่คุมนำเข้าด้วย ดังนั้น ผู้นำเข้าสินค้านี้ไม่ต้องกังวล ยังคงนำเข้าได้ตามปกติ

                 ส่วนสัปดาห์นี้ ขอเขียนถึงการค้าที่เกี่ยวข้องกับแรงงานอีกครั้ง เพราะหลังจากที่สหรัฐฯจัดให้ไทยอยู่ระดับ 3 (Tier 3) ในรายงานสถานการณ์การค้ามนุษย์ ปี 57  ผู้ส่งออกกังวลมากว่า สหรัฐฯอาจใช้มาตรการกีดกันนำเข้า หรือตัดสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (GSP) ที่ให้กับสินค้าไทย






                 รายงานสถานการณ์การค้ามนุษย์ กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯจัดทำขึ้น ภายใต้กฎหมายคุ้มครองเหยื่อการค้ามนุษย์ของสหรัฐฯ (TVPA 2000)  ซึ่งภายใต้กฎหมายนี้ เมื่อประเทศใดอยู่ใน Tier 3 จะให้อำนาจประธานาธิบดี ระงับการให้ความช่วยเหลือด้านอื่นที่ไม่ใช่มนุษยธรรม และการค้า เช่น ไม่ให้เงินสนับสนุนการศึกษา และวัฒนธรรมหรือคัดค้านกรณีที่ประเทศนั้นได้รับความช่วยเหลือจากสถาบันการเงินระหว่างประเทศ อย่าง กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก

                โดยประธานาธิบดีสหรัฐฯมีเวลา 90 วันนับตั้งแต่เผยแพร่รายงานฯ ในการพิจารณาระงับความช่วยเหลือไทย ขณะนี้ ไทยอยู่ระหว่างการรอผลพิจารณาลงโทษดังกล่าว

      ส่วนที่กลัวว่าสหรัฐฯจะยกเรื่องนี้มาตัด GSPนั้น กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เป็นอีกหนึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหา ย้ำว่า ไม่สามารถทำได้ เพราะ TVPA ไม่อนุญาตให้เพิกถอนสิทธิประโยชน์ และความช่วยเหลือที่เกี่ยวข้องกับการค้าใดๆ ทั้งสิ้น

    อีกทั้ง  การจะห้ามนำเข้าสินค้าไทย โดยอ้างเหตุที่ไม่เกี่ยวกับการค้า เช่น ปกป้องสิ่งแวดล้อม หรือคุ้มครองแรงงาน ก็ไม่สอดคล้องกับบทบัญญัติองค์การการค้าโลก (WTO) หากสหรัฐฯห้ามนำเข้าจริง ไทยมีสิทธิ์ฟ้องร้องได้






   สำหรับการที่สมาพันธ์แรงงานสหรัฐฯ ยื่นคำร้องต่อคณะผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ให้ถอดถอนไทยออกจากประเทศที่ได้รับGSP เพราะไทยไม่คุ้มครองสิทธิแรงงานตามมาตรฐานสากล ตามอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศนั้น

   กรมการค้าต่างประเทศ ยืนยันว่า กรณีนี้เกี่ยวข้องกับสิทธิแรงงาน ไม่ใช่การค้ามนุษย์ โดยสหรัฐฯ ต้องการให้ไทยแก้ไข พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ และ พ.ร.บ. รัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ รวมถึงให้สัตยาบรรณอนุสัญญาแรงงานสากล

   แต่ขณะนี้ USTR ยังไม่ได้รับคำร้องดังกล่าว รอให้ต่ออายุโครงการ GSP ก่อน โดยโครงการ GSP ล่าสุดของสหรัฐฯ หมดอายุวันที่ 31 ก.ค.57 ขณะนี้อยู่ระหว่างรอผ่านความเห็นชอบต่ออายุโครงการจากวุฒิสภา

  ดังนั้น ผู้ส่งออก และผู้ประกอบการไทยที่เกี่ยวข้องอย่าวิตกกังวลกับเรื่องนี้ ยังสามารถส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐฯได้ตามปกติ



                                                        ฟันนี่เอส


                                                    10 ก.ค. 57

วันอังคารที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2557

แผนแก้ปัญหาค้ามนุษย์


                                                





            ไม่เกินความคาดหมาย รายงานสถานการณ์การค้ามนุษย์ ปี 57 ที่กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯประกาศสัปดาห์ก่อน โดยไทยอยู่ในระดับต่ำสุดคือ ระดับ 3 (Tier3) จากระดับ 2 แบบถูกจับตามอง (Tier 2 Watch List) ติดต่อกันถึง 4 ปี

            ไทยติดโผประเทศที่มีการค้ามนุษย์ และใช้แรงงานผิดกฎหมาย ไม่สอดคล้องกับกฎหมายป้องกันการค้ามนุษย์ของสหรัฐฯมาหลายปีแล้ว แต่หน่วยงานหลักของภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ โดยเฉพาะกระทรวงแรงงาน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ รวมถึงกระทรวงการต่างประเทศ



















           แทบไม่ได้แก้ปัญหาจริงจัง ปล่อยให้ภาคเอกชนในอุตสาหกรรมเสี่ยง เช่น ประมง สิ่งทอ อ้อย ฯลฯ แก้ปัญหาแบบตามมีตามเกิด ทั้งๆ ที่ ต้องทำเป็นวาระแห่งชาติ เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันแก้ไข เพราะการค้ามนุษย์ในไทย ทำกันเป็นขบวนการ มีคนเกี่ยวข้องมาก โดยเฉพาะคนที่มีอำนาจในหน่วยงานภาครัฐ

                เพิ่งเห็นช่วง 1-2 ปีให้หลัง ที่หน่วยงานเหล่านี้เร่งรีบแก้ไข เพราะถึงเวลาที่สหรัฐฯจะประกาศรายงานการค้ามนุษย์ปี 57 เช่น ดำเนินคดีกับผู้ค้ามนุษย์และบังคับใช้กฎหมาย, คุ้มครองสวัสดิการแรงงาน โดยรัฐบาลจัดสรรงบประมาณกว่า 190 ล้านบาท เป็นต้น

               การอยู่ในระดับ 3 เป็นระดับที่ให้อำนาจรัฐบาลสหรัฐฯ เพิกถอนความช่วยเหลือด้านอื่นๆ ที่ให้กับไทย ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับการค้า และมนุษยธรรม ภายใน 90 วัน แต่ระหว่างนี้ หรือไม่เกิน 30 วัน รัฐบาลไทย ต้องจัดทำแผนปฏิบัติการแก้ปัญหาแรงงาน และนำเสนอต่อกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เพื่อโน้มน้าวให้กระทรวงการต่างประเทศเสนอประธานาธิบดีสหรัฐฯ ไม่ยกเลิกความช่วยเหลือไทย








               แต่ในเบื้องต้น นางศรีรัตน์ รัษฐปานะปลัดกระทรวงพาณิชย์ สั่งการให้สำนักงานพาณิชย์ไทยในต่างประเทศ ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศ และกระทรวงที่เกี่ยวข้อง เดินสายชี้แจงทำความเข้าใจรัฐบาลสหรัฐฯ สภาคองเกรส บริษัทค้าปลีก และผู้นำเข้า ถึงแนวทางการแก้ปัญหา เพื่อไม่ให้ปัญหาลุกลามจนกระทบต่อการค้า

              จากนั้น กระทรวงพาณิชย์ได้หารือกับภาคเอกชน เพื่อประเมินผลกระทบและกำหนดท่าทีดำเนินการ ก่อนส่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำแผนปฏิบัติการเสนอให้สหรัฐฯพิจารณา นอกจากนี้ ยังร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและภาคเอกชน ยื่นถอดถอน 5 สินค้า ได้แก่ กุ้ง เครื่องนุ่งห่ม อ้อย สื่อลามก และปลา ที่กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ กล่าวหาไทยใช้แรงงานเด็ก หรือแรงงานบังคับออกจากบัญชีนี้ด้วย ก่อนประกาศผลเดือนก.ย.นี้

                ส่วนแผนระยะยาว ได้ตั้งคณะกรรมการด้านการค้าและแรงงาน เพื่อให้ไทยป้องกันและแก้ปัญหาและผลกระทบทางการค้าจากปัญหาแรงงานและการค้ามนุษย์อย่างรอบด้าน มีประสิทธิภาพ และสนับสนุนการทำงานของคณะกรรมการนโยบายการจัดการปัญหาแรงงานต่างด้าว ที่จัดตั้งโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ด้วย

                หวังว่า การทำงานของภาครัฐ และภาคเอกชน จะบรรลุผลสำเร็จ แก้ปัญหาแรงงานได้ในระยะยาว และไม่ทำให้นานาประเทศใช้เป็นข้ออ้างกีดกันการค้ากับไทยได้อีกต่อไป




                                                                                   ฟันนี่เอส


                                              26 มิ.ย.57




              ..........................................................................










                                       ....................................................................










วันอังคารที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2557

เชียร์แก้ปัญหาแรงงานต่างด้าว







                                                         

               อีกเรื่องที่กำลังเป็นข่าวใหญ่ขณะนี้คือ การอพยพกลับบ้านเกิด และการละทิ้งงานอย่างต่อเนื่องของแรงงานต่างด้าว ที่เข้ามาทำงานในบ้านเรา จนส่งผลกระทบต่อกิจการของนายจ้าง

               ด้วยความกลัวว่า คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะจับกุมกวาดล้าง และผลักดันออกนอกประเทศ โดยเฉพาะแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย

               ส่งผลให้ คสช. ต้องออกประกาศฉบับที่ 67/2557 เรื่องมาตรการชั่วคราวในการดำเนินการต่อแรงงานต่างด้าว โดยยืนยันว่า ยังไม่มีนโยบายเร่งรัดจับกุมกวาดล้างแรงงานต่างด้าวขณะนี้


                คสช.เพียงแค่ต้องการจัดระเบียบแรงงานต่างด้าวให้ถูกกฎหมาย เพื่อป้องกันการกระทำผิดกฎหมาย ปัญหายาเสพติด ปัญหาอาชญากรรม การจ้างงานที่ไม่เป็นธรรม การประทุษร้าย

               รวมถึงเพื่อให้ได้รับการดูแลอย่างเป็นธรรมตามหลักสิทธิมนุษยชน และหลักมนุษยธรรม ซึ่งจะทำให้ไทยชี้แจงกับนานาประเทศได้โดยไม่ถูกลดระดับความน่าเชื่อถือ และไม่ถูกหยิบยกขึ้นเป็นข้ออ้างกีดกันนำเข้าสินค้า

                นอกจากนี้ คสช.ยืนยันด้วยว่า มาตรการ / กระบวนการ และการปรับปรุงกฎหมาย ระเบียบต่างๆ เพื่อแก้ปัญหาแรงงานต่างด้าว อยู่ในขั้นตอนการพิจารณา ขอให้นายจ้าง ที่มีลูกจ้างเป็นแรงงานต่างด้าว ทำความเข้าใจกับลูกจ้างและให้ความร่วมมือกับคสช. แก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมทั้งระบบ












              เชื่อว่า คนไทยจำนวนมาก ต้องการให้ คสช.แก้ปัญหานี้ให้ได้อย่างยั่งยืน เพราะแรงงานต่างด้าว ผิดกฎหมาย เป็นปัญหาใหญ่ของไทยมานานแล้ว เพราะบางส่วนก่อปัญหาอาชญากรรม มีตั้งแต่ลักเล็กขโมยน้อย ฉกชิงวิ่งราว ไปจนถึงจี้ปล้น ฆ่านายจ้าง หรือมีปัญหายาเสพติด

               และยังใช้ทรัพยากรของไทยเช่นเดียวกับคนไทย อย่างการรักษาฟรี หรือเรียนฟรี ทั้งที่คนไทย และเด็กไทยบางส่วนยังไม่สามารถเข้าถึงการรักษาพยาบาล หรือการศึกษาได้

              ซึ่งงบประมาณของโรงพยาบาล และโรงเรียนเหล่านั้นมาจากภาษีคนไทย เหมือนคนไทยเป็น เตี้ยอุ้มค่อมตัวเองยังไม่ดีเท่าที่ควร กลับต้องรับภาระดูแลแรงงานต่างด้าวเหล่านี้ เพียงเพราะคำว่า มนุษยธรรมโดยที่นายจ้างได้ประโยชน์ฝ่ายเดียว

              จำเป็นที่ คสช.ต้องทำให้ถูกต้อง โดยเฉพาะการกวาดล้างขบวนการลักลอบนำเข้าแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย ซึ่งคงรู้ดีว่าเป็นใครบ้าง ขณะเดียวกัน ต้องจัดการขั้นเด็ดขาดกับนายจ้าง ที่ซื้อแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย บังคับใช้แรงงานต่างด้าวเยี่ยงทาส โดยไม่คำนึงถึงสิทธิมนุษยชน หรือเมตตาธรรม

             ถ้าทำให้ถูกต้องแล้ว  นานาประเทศคงเลิกประณาม และเลิกใช้เป็นข้ออ้างกีดกันนำเข้าสินค้าไทย ขณะที่คนไทยจะได้เลิกกังวล หรือเลิกหวาดกลัวว่าแรงงานต่างด้าวจะสร้างปัญหาขึ้นอีก

            เพราะเมื่อแรงงานต่างด้าวมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ไม่ถูกดบังคับกดขี่ หรือถูกทารุณกรรม ก็จะอยู่กับคนไทยด้วยความสงบ ไม่สร้างปัญหา!!


                                                                   

                                                                             ฟันนี่เอส


                                          19
มิ.ย.57

วันศุกร์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2557

ห่วงพนันบอลโลก

                                             











            การแข่งขันฟุตบอลโลก 2014 ที่ประเทศบราซิลเริ่มต้นขึ้นแล้ว สิ่งหนึ่งที่จะเกิดขึ้นกับคนไทยแน่ๆ คือ การพนันผลบอล ที่คาดว่าแฟนบอลชาวไทย จะเล่นพนันผลบอล เพื่อหวังเงินรางวัลจำนวนมาก ทำให้มีเม็ดเงินสะพัดมหาศาล และอาจก่อให้เกิดปัญหาสังคมตามมาอีกมาก ขณะที่อีกหลายประเทศดูเพื่อความบันเทิง

            จากผลสำรวจพฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้บริโภคช่วงมหกรรมฟุตบอลโลก 2014 ระหว่างวันที่ 12 มิ.ย.-13 ก.ค.57 โดยศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย พบว่า ประชาชนทั่วประเทศจะมีการใช้จ่ายมูลค่าสูงถึง 69,245.6 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16% จากการแข่งขันฟุตบอลโลก 2010 ที่ใช้จ่าย 59,672.7 ล้านบาท

               และเพิ่มขึ้น 6.6% จากช่วงการแข่งขันฟุตบอลยูโรปี 2012 ที่ใช้จ่าย 64,928.2 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นการซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคและสังสรรค์ 21,917.2 ล้านบาท การซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์รับสัญญาณ 2,496.9 ล้านบาท และอื่นๆ  (ซื้อหวย สลากกินแบ่งรัฐบาล และของที่ระลึก) 1,301.4 ล้านบาท







               แต่ส่วนใหญ่อีก  43,530 ล้านบาท เป็นเงินที่ใช้ในการพนัน เพิ่มขึ้น 17% จากการแข่งขันบอลโลก 2010  หรือคิดเป็นวงเงินพนันเฉลี่ย 5,072 บาทต่อนัด หรือเฉลี่ย 7,119 บาทต่อคน

                ที่มาของเงินที่นำมาใช้ในพนัน จากการสอบถามประชาชนตัวอย่าง ส่วนใหญ่ 53.8% บอกว่าเป็นเงินเดือน รองลงมา 21.9% บอกว่าเป็นเงินออม, อีก 11.5% บอกเป็นเงินโบนัสหรือรายได้อื่นๆ, 9.9% มาจากผู้ปกครอง, 2.9% กู้ยืม และอีก 0.1% มาจากแหล่งอื่นๆ 

            สิ่งที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือ การพนันนอกระบบ หรือการพนันตามโต๊ะบอล ที่เปิดรับแทงกลาดเกลื่อนทุกหัวระแหง จะเป็นปัจจัยเสี่ยงก่อให้เกิดหนี้ภาคครัวเรือนสูงขึ้น












                โดยเฉพาะในกลุ่มผู้มีรายได้น้อย หรือลูกจ้างรายวัน และกลุ่มนักศึกษา เพราะมีความเสี่ยงที่เมื่อเล่นเสียแล้ว จะไม่มีเงินมาจ่ายหนี้ ทำให้อัตราการ เบี้ยวหนี้สูงกว่าแฟนบอลในกลุ่มอื่นๆ

                แต่กลุ่มเหล่านี้ เมื่อถึงตาจน ก็อาจหาทางออกด้วยการฉกชิงจี้ปล้น สร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้าน เพราะไม่อยากถูกเจ้าของโต๊ะบอลทวงหนี้มหาโหด ซึ่งก็มีทั้งแบบเบาๆ เบาะๆ ไปจนถึงขั้นทำร้ายทรัพย์สิน ร่างกาย และเอาชีวิตกันเลย

               ช่วงนี้ถือเป็นช่วงดีที่ประเทศมีการปฏิรูปในด้านต่างๆ ดังนั้น คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ควรกวดขันหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ตรวจจับการพนันอย่างเข้มงวด และจริงจัง โต๊ะบอลต่างๆ ถ้าไม่อยากให้มีก็ต้องไม่มีจริงๆ ไม่มีการยกเว้นแม้ว่าโต๊ะนั้นๆ จะจ่ายเงินใต้โต๊ะให้กับใคร หน้าไหนก็ตาม







              ขณะเดียวกัน แฟนบอลควรมีจิตสำนึกดูกีฬาเพื่อความบันเทิง ไม่ใช่หวังร่ำรวยจากการพนัน ต้องคิดเผื่อเสียบ้าง ไม่ใช่คิดฝันแต่จะได้อย่างเดียว ส่วนผู้ปกครองควรดูแลบุตรหลานอย่างใกล้ชิดในการรับชมฟุตบอลโลก ให้ความรู้แก่เด็กและเยาวชนในเรื่องของโทษเมื่อติดพนันบอล

                  ถ้าทำได้ การพนันบอลคงซาลงบ้าง และน่าจะถือโอกาสขยายผลไปยังการพนันอื่นๆ ด้วย เพราะได้ข่าวว่า ตอนนี้ บ่อนต่างๆ ยังเปิดได้ ไม้เว้นแม้แต่ตู้ม้าด้วยซ้ำ





                                                                                      ฟันนี่เอส


                                               12
มิ.ย.57