วันศุกร์ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2554

อย่าทำแบบไฟไหม้ฟาง

 
                                                                 


                ในที่สุดก็เป็นเรื่องแดงขึ้นมาจนได้ กรณีที่ไทยส่งผักชนิดต่างๆ ไปขายในสหภาพยุโรป (อียู) โดยมีสารปนเปื้อน ที่เป็นอันตรายต่อคน และสัตว์ ติดไปด้วย ทั้งที่กรมวิชาการเกษตรสุ่มตรวจทุกล็อตก่อนส่งออก จนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เจ้าสังกัด เต้นเป็นเจ้าเข้าลุกขึ้นมาแบน (ห้าม) ผู้ส่งออกไทยส่งผัก 5 กลุ่มไปขาย
               
                โดยให้เหตุผลว่า แบนตัวเอง ดีกว่าให้เขา (อียู) แบนเรา เพราะถ้าเขาแบนเมื่อไร กว่าจะแก้ปัญหาจนไร้มลทิน และกว่าอียูจะเชื่อมั่นไทยอีกครั้งคงต้องใช้เวลานาน อาจถึงหลายปี จึงจะกลับมานำเข้าอีกครั้ง
               
                ไม่เพียงแต่ผู้ส่งออกที่จะเดือดร้อน เกษตรกรผู้ปลูกผักป้อนให้กับผู้ส่งออกเหล่านี้ต้องเดือดร้อนเหมือนกัน เพราะปลูกแล้วขายไม่ได้ แล้วก็จะลามไปถึงผู้ผลิตสินค้าเกษตรอื่นๆ ที่อาจถูกกีดกันการค้าจากอียู จากนั้นก็ถึงคราวประเทศไทย ที่รายได้จากการส่งออกหายไปต่อหน้าต่อตา
                
                แต่จะว่าก็ว่าเถอะ การพบสารตกค้างในผักของไทย จากประสบการณ์ทำงานว่า 10 ปี รู้เห็นมาตลอดว่า อียูพบบ่อยมาก เพราะจะมีระบบเตือนภัยล่วงหหน้าทั้งในสินค้าอาหาร และที่ไม่ใช่อาหาร หากพบสินค้าใดไม่ได้มาตรฐานที่กำหนด ณ ด่านนำเข้า จะกักสินค้าไว้จนกว่าจะมีการแก้ไข แต่ถ้าพบศัตรูพืช เช่น แมลง ก็อาจเผาทิ้ง หรือถ้าหลุดรอดจากด่านมาได้จนถึงชั้นวางจำหน่ายในซูเปอร์มาร์เก็ต จะให้เอาออกจากชั้นวางทันที และอาจห้ามการนำเข้าจากผู้ส่งออกรายที่มีปัญหา
    
    น่าแปลกมั๊ย ก่อนส่งออก กรมวิชาการเกษตร ก็ตรวจสอบแล้ว แต่ทำไมอียูยังพบการปนเปื้อนอยู่ เพราะเป็นเพียงการสุ่มตรวจ โดยผู้ส่งออกรายใดจะส่งสินค้า ก็ส่งตัวอย่างมาให้ตรวจสอบในห้องแลบ ไม่ได้เปิดตู้คอนเทนเนอร์ ณ จุดที่สินค้ากำลังจะลงเรือ ออก มาตรวจสอบ

   ทำให้ผู้ส่งออกบางรายเอาเฉพาะตัวอย่างที่ได้มาตรฐานส่งให้ตรวจสอบ ซึ่งผ่านฉลุย แต่ผักที่จะส่งออกไม่ได้มาตรฐานเดียวกันทุกก้าน ทุกใบ เมื่อสินค้าไปถึงด่านประเทศสมาชิกอียูแล้วมีการตรวจซ้ำ ต้องเจอสารปนเปื้อน หรือเชื้อโรคเป็นธรรมดา
 
   ทำไมกรมวิชาการเกษตร ไม่ตรวจสอบผักที่จะส่งออกจริงๆ แล้วทำไมผู้ส่งออกต้องขี้โกงด้วย?
อยากให้ผู้เกี่ยวข้องตอบดังๆ ชัดๆ 

  แต่ “ฟันนี่เอส” ยังดีใจ ที่กระทรวงเกษตรฯ รีบแก้ไขปัญหาก่อนจะถูกอียูแบน   จริงๆ  เมื่อใดที่แก้ไขเรียบร้อยแล้วจึงกลับมาส่งออกใหม่อีกครั้ง

  ผู้ส่งออกรายใดที่ตุกติก ส่งออกผักไม่ได้มาตรฐานก็ต้องยอมแก้ไข “สันดาน” ตัวเองใหม่ ไม่ใช่คิดแบบไทยๆ “ไม่เป็นไรน่าๆ” ใครที่คิดแบบนี้เลิกคิด เลิกทำได้แล้ว จะทุบหม้อข้าวตัวเองไปทำไม

           ส่วนกระทรวงเกษตร ก็ต้องออกจากถ้ำ เอาตัวอย่างสินค้าที่จะส่งออกจริง จากทุกตู้มาตรวจสอบ เพื่อให้การตรวจสอบมีประสิทธิภาพที่สุด ที่สำคัญ ถ้ารู้ว่าใครทำไม่ดี ก็อาจพักส่งออกชั่วคราว หรือถ้าไม่ดีขึ้นก็ห้ามถาวรไปซะเลย จะได้เหลือแต่คนดีๆ ที่ทำมาหากินสุจริตเท่านั้น

           ก็ได้แต่หวังว่า การแก้ปัญหาครั้งนี้ จะเป็นการแก้ปัญหาแบบถาวร ไม่ใช่ทำแบบไฟไหม้ฟาง ที่ทุกอย่างจะเลือนหายในสายลม ทิ้งไว้แต่ความอัปยศอดสูของประเทศชาติ!! 

                                                                                    
                                                                   ฟันนี่เอส


                                                                                                                กระจก8หน้า 20 ม.ค.54

วันพฤหัสบดีที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2554

เชียร์ขายข้าวบังกลาเทศ

 
                                                                         
                 สัปดาห์ก่อน เห็นข่าวคณะของนางพรทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์ เดินทางไปเจรจาขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) ที่ประเทศบังกลาเทศ ซึ่งสนใจจะนำเข้าข้าวนึ่ง 15% จากไทยปริมาณ 200,000 ตัน เพื่อใช้บริโภคในประเทศ

                “ฟันนี่เอส” เห็นว่า ประเทศนี้มีความน่าสนใจ เพราะแม้จะเป็นประเทศเล็กๆ ยากจน แต่มีประชากรจำนวนมาก และแม้จะปลูกข้าวได้เอง แต่ก็ไม่เพียงพอสำหรับการบริโภค เพราะแต่ละปีผลผลิตเสียหายจากภัยธรรมชาติ ทั้งน้ำแล้ง น้ำท่วม พายุฝนกระหน่ำ จึงจำเป็นต้องนำเข้า

                แต่ไทยกลับไม่มีส่วนแบ่งในตลาดข้าวบังกลาเทศเลย!! เพราะเขาอ้างว่า ราคาข้าวไทยสูงมาก จนแตะไม่ได้ ต้องนำเข้าจากคู่แข่ง ทั้งอินเดีย และเวียดนาม ที่ราคาถูกกว่าไทยมากแทน แต่ปีนี้ต้องมาอ้อนขอซื้อจากไทย เพราะรัฐบาลอินเดียยังห้ามการส่งออกข้าว หลังผลผลิตไม่เพียงพอบริโภคในประเทศ ส่วนเวียดนาม ผลผลิตข้าวฤดูกาลใหม่ยังไม่ออก โอกาสดีจึงเป็นของเรา ที่จะดึงส่วนแบ่งตลาดจากทั้ง 2 ประเทศมาได้บ้าง

                แม้การขายครั้งนี้ จะเป็นการขายแบบจีทูจี ในราคามิตรภาพ แต่ถือว่าไทยได้ประโยชน์ในหลายด้าน เพราะนอกจากเป็นการระบายสต๊อกข้าวของรัฐบาลแล้ว ยังเป็นการสร้างความเป็นเพื่อน ซึ่งในเวทีโลก “เพื่อน” สำคัญมาก ที่จะช่วยสนับสนุนให้สิ่งที่เรา และเขาต้องการได้จากการเจรจาในเวทีต่างๆ บรรลุผลสำเร็จ

              นอกจากนี้ ยังเป็นการขยายตลาดข้าวนึ่งของไทยไปยังตลาดอื่นๆ นอกเหนือจากตลาดสำคัญอย่างแอฟริกา ซึ่งการขยายฐานลูกค้า หมายถึงโอกาสที่จะส่งออกสินค้าไทยได้มากขึ้น และนำรายได้เข้าประเทศได้มากขึ้นด้วย

     ดังนั้น กระทรวงพาณิชย์ จำเป็นต้องเร่งเจรจาขายให้จบโดยเร็ว และหาวิธีทำให้บังกลาเทศกลายเป็นลูกค้าประจำแทนลูกค้าขาจรให้ได้ เพราะถ้าขืนช้า จนผลผลิตเวียดนามออกแล้ว ไทยอาจชวดโอกาสดีก็เป็นได้

    ส่วนยุทธศาสตร์ตลาดข้าวไทย ของกระทรวงพาณิชย์นั้น เดินมาถูกทางแล้ว เพราะปัจจุบันนี้ ต้องเน้นส่งออกข้าวพรีเมียม และข้าวที่มีมูลค่าเพิ่ม เช่น ข้าวหอมมะลิ และข้าวนึ่ง อย่ามัวแต่ขายข้าวคุณภาพต่ำแข่งกับเวียดนามเลย เพราะการขายตัดราคากันเอง จะทำให้ราคาข้าวของ 2 ประเทศยิ่งลดลงมาก ชาวนาก็จะเดือดร้อนหนัก หนีมาขายตลาดบนแทนดีกว่า

  แต่มีข้อติคือ อยากให้ทำแผนตลาดเชิงรุกมากกว่าการทำแค่รักษาฐานลูกค้าเดิม แต่แทบไม่เพิ่มลูกค้าใหม่ เพราะลูกค้าเดิม ที่ติดใจรสชาติ และคุณภาพข้าวไทยแล้ว ยากที่จะเปลี่ยนแปลง แต่ลูกค้าใหม่ๆ ที่ยังไม่รู้จักชื่อเสียงข้าวไทยเลย ต้องเดินไปถึงหน้าบ้านแล้วเคาะประตูเรียกให้ออกมาดู มาชมสินค้ากันเลย ครั้งแรก ครั้งสอง ครั้งสาม ไม่ซื้อไม่เป็นไร แต่ถ้าเราตื๊อไปเรื่อยๆ ต้องมีใจอ่อนเข้าสักวัน

 สิ่งสำคัญเหนืออื่นใด เมื่อได้ลูกค้าแล้ว ต้องรักษาคุณภาพสินค้าไว้ให้ดี อย่าแอบปลอมปนข้าว หรือทำให้คุณภาพข้าวไทยเสียหาย เพราะเมื่อลูกค้าขาดความเชื่อมั่นในคุณภาพสินค้า ก็จะเลิกซื้อทันที

  สุดท้าย กรรมก็จะตกกับชาวนาไทยอีกอย่างเลี่ยงไม่ได้

                                                        ฟันนี่เอส


                                                                      กระจกหน้า 8  27 ม.ค.54

ปาล์มยังป่วนไม่จบ

 
                                                                                                      
                จนถึงวันนี้ รัฐบาลยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาน้ำมันปาล์มบรรจุขวด (ลิตร) ราคาแพงได้อย่างเด็ดขาด แม้กระทรวงพาณิชย์อนุมัติขึ้นราคาเพดาน (ราคาขายสูงสุด) อีกขวดละ 9 บาท มาอยู่ที่ขวดละ 47 บาทจากเดิม 38 บาท ตั้งแต่วันที่ 8 ม.ค.ที่ผ่านมา
                ทั้งที่ตามนโยบายของนางพรทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์แล้ว ต้องการอนุมัติให้ขึ้นเพียงขวดละ 7 บาทมาอยู่ที่ 45 บาทเท่านั้น แต่ไม่รู้ว่า กรมการค้าภายใน ต่อรองกับผู้ประกอบการท่าไหน ถึงออกมาที่ 9 บาทได้ ทำเอารมว.พรทิวา ควันออกหูอยู่พักนึง แต่เมื่อให้ขึ้นแล้วก็ต้องเลยตามเลย
               ซึ่งตามความรู้สึกของประชาชน การให้ขึ้นราคาครั้งเดียวถึง 9 บาท ถือว่าสูงมาก และเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายให้ประชาชนหาเช้ากินไม่ถึงค่ำมากเหลือเกิน แต่เมื่อเปรียบเทียบกับราคาตลาดที่ขายอยู่ก่อนหน้านี้ที่ขวดละ 48-50 บาทแล้ว ทำให้เห็นว่า การขึ้นราคาของกระทรวงพาณิชย์ดูดีขึ้นมาทันตา หากสามารถทำให้ผู้ค้าขายไม่เกิน 47 บาทได้จริง
              แต่เอาเข้าจริง กระทรวงพาณิชย์กลับคุมราคาไม่ได้เลย!
              โดยให้เหตุผลว่า สาเหตุที่ราคายังแพงอยู่ เพราะสินค้าที่มีขายในท้องตลาดขณะนี้ ผลิตขึ้นในช่วงที่ผลปาล์มสดขาดแคลนอย่างหนัก แต่ความต้องการเพิ่มขึ้น ทั้งเพื่อบริโภค และผลิตพลังงานทดแทน ราคาจึงแพงมาก ต้นทุนน้ำมันปาล์มดิบกิโลกรัมละกว่า 38 บาทแล้ว เมื่อรวมกับค่าใช้จ่ายอื่นๆ เช่น ค่าการกลั่น ค่าการบรรจุขวด ค่าขวด อีกประมาณ 10 บาทแล้ว จะขายตามราคาเพดานได้อย่างไร ขาดทุนป่นปี้แน่!
     โดยเฉพาะผู้ค้าตามร้านโชห่วย หรือร้านค้าเล็กๆ ในตลาดสด ที่กว่าจะได้สินค้ามาขายก็มีการขายต่อกันมาไม่รู้กี่ทอดต่อกี่ทอดด้วยแล้ว ยิ่งขายไม่ได้ใหญ่ เพราะผู้ค้าในแต่ละทอดต้องบวกกำไรเข้าไปอีก จึงแนะนำให้ร้านค้าเล็กๆ หยุดรับน้ำมันปาล์มขวดมาขายสักพัก จนกว่าสถานการณ์จะดีขึ้น
               ฟันนี่เอส” เห็นว่า เรื่องวุ่นวายของปาล์มน้ำมัน ที่จริงแล้ว น่าเห็นใจทุกฝ่าย ไล่เรียงมาตั้งแต่โรงสกัดน้ำมันจากผลปาล์มสดเป็นน้ำมันดิบ โรงกลั่นน้ำมันดิบเป็นน้ำมันบริโภค  และผู้บริโภค  ที่ต้องมีต้นทุนการผลิต และค่าใช้จ่ายในการบริโภคเพิ่มขึ้น รวมถึงกระทรวงพาณิชย์ ที่ต้องบาลานซ์น้ำหนักความเป็นธรรมให้กับทั้งผู้ประกอบการ และประชาชน
     แต่ในเรื่องการควบคุมราคา กระทรวงพาณิชย์น่าจะทำอะไรได้ดีกว่านี้ โดยเฉพาะการบังคับใช้กฎหมายราคาสินค้าและบริการพ.ศ.2542 ที่ระบุชัดว่า ผู้ใดที่ทำให้สถานการณ์ราคาสินค้าปั่นป่วน หรือกักตุน จะมีความผิด โดยมีโทษปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ
    เมื่อพบเห็นผู้ค้าทำผิดกฎหมายก็ต้องดำเนินการตามกฎหมายอย่างจริงจัง เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่าง และให้หลาบจำ ไม่ทำผิดซ้ำอีก ทั้งที่มีอำนาจในมือแต่แทบไม่ทำอะไรเลย การบังคับใช้กฎหมายต้อง “เชือดไก่ให้ลิงดู” ไม่เช่นนั้น คนทำผิดจะเกรงกลัวกฎหมายได้อย่างไร
   สุดท้ายนี้ “ฟันนี่เอส” ขอให้การคาดการณ์ของกระทรวงพาณิชย์เป็นผลสำเร็จ ที่หวังจะเห็น สถานการณ์คลี่คลายลงได้ปลายเดือนม.ค.นี้ หลังนำเข้าน้ำมันปาล์มจากต่างประเทศ 30,000 ตัน และสถานการณ์ จะกลับสู่ภาวะปกติในเดือนมี.ค.นี้ หลังผลผลิตปาล์มสดออกสู่ท้องตลาดแล้ว พร้อมกับความคาดหวังที่จะได้เห็นราคาน้ำมันปาล์มขวดปรับลดลงได้อีกครั้ง!!
  แต่ระยะยาว อยากให้รัฐบาลมีมาตรการที่มีประสิทธิภาพรับมือกับปัญหาที่จะเกิดขึ้นอีก เพราะไม่อยากตกอยู่ในวังวนของปัญหาเดิมๆ อีกแล้ว

                                                                    ฟันนี่เอส
                                                                                             กระจก หน้า8  13 ม.ค.54